i am IA

เมษายน 10, 2008

เรื่องของ User Interface Prototype (1)


ภาพจาก http://www.iphonefaq.org

ในการพัฒนาสินค้า ระบบ โปรแกรม ซอฟต์แวร์ ใดๆ
ยิ่งมีผู้เกี่ยวข้องมาก ลูกค้ามาก ความซับซ้อนมาก ขนาดใหญ่มาก
ก็ยิ่งทำให้การพัฒนาใช้เวลามากยิ่งขึ้น

และถ้าเป็นการพัฒนาแบบที่รับ requirement มาปั๊บ สร้างเลยปุ๊บนี่
ในเวลาที่มากขึ้น(อย่างมาก)ในการพัฒนานั้น
ก็หมดไปกับการแก้สิ่งที่ไม่ตรงกับ requirement
หรือไม่มีอย่างที่กำหนด requirement ไว้
หรือตรงตาม requirement แต่ไม่ตรงใจ ไม่เมคเซนส์ในการใช้งานจริงซะนี่


ภาพจาก http://www.masterpiecemodels.com

 

ทั้งนี้ เป็นเพราะว่า ขาดขั้นตอนที่สำคัญไปหนึ่งขั้นตอนใหญ่ๆทั้งยวง
นั่นคือการวิเคราะห์ ออกแบบวางแผน และ visualise solution
ก่อนที่จะเข้าขั้นตอนลงมือลงไม้สร้างของจริง หรือ code ระบบจริง กัน

ขั้นตอนที่หายไปนี้
มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสามประการใหญ่ๆด้วยกัน

1. สำคัญยิ่งยวดตรงที่ มันเป็นขั้นตอนที่วิเคราะห์
ความต้องการ ความจำเป็น จากหลายๆทาง
ไม่ว่าจะทางผู้ใช้ ลูกค้า ระบบ และอื่นๆ
เช่น สมมติถ้าเรามีร้านก๋วยเตี๋ยวตามสั่ง
ลูกค้าต้องการสั่งก๋วยเตี๋ยวให้แฟนของลูกค้า
จึงสั่งเรามาว่า “ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม”
เราอาจจะออกก๋วยเตี๋ยวมาหนึ่งชามได้
แต่ก่อนที่เราจะออกก๋วยเตี๋ยวได้นั้น
เราก็ต้องรู้ว่า แฟนลูกค้าอยากกินเส้นอะไร หรืออยากกินเกาเหลา
ชอบถั่วงอกหรือเปล่า หรือชอบก๋วยเตี๋ยวน้ำตก
แล้วงบประมาณที่จะซื้อก๋วยเตี๋ยวนั่น
พอที่จะซื้อก๋วยเตี๋ยวก้ามปู หรือก๋วยเตี๋ยวจับกังธรรมดา
แล้วลูกค้าเป็นมุสลิมหรือเปล่า ถ้าเป็นมุสลิมก็ทำก๋วยเตี๋ยวหมูไม่ได้
ถ้าลูกค้าไม่ใช่มุสลิม แต่แฟนลูกค้าเป็นมุสลิม ก็ทำหมูไม่ได้เช่นกัน
ถ้าแฟนลูกค้าไม่ทานเนื้อวัว เราก็ทำก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวให้ไม่ได้
ถ้าแฟนลูกค้าแพ้อาหารทะเล ถึงจะมีงบกินก๋วยเตี๋ยวก้ามปูได้ แต่ก็ทำให้ไม่ได้
เหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องควรรู้ทั้งนั้น ก่อนที่จะลงมือ”ทำ” มันขึ้นมา

2. สำคัญยิ่งยวดตรงที่ มันเป็นขั้นตอนที่เมคชัวร์ว่า
สิ่งที่จะทำออกมา ได้ตอบโจทย์ความต้องการข้างบนได้อย่างครบถ้วนแล้วหรือยัง
ถ้าลูกค้าเป็นมุสลิม แฟนลูกค้านับถือเจ้าแม่กวนอิม
มีงบมากกว่าก๋วยเตี๋ยวจับกังนิดหน่อย และไม่ชอบถั่วงอก ชอบเส้นเล็ก
จะมีก๋วยเตี๋ยวอะไรให้เราทำให้ได้บ้าง
ถึงคำตอบอาจจะยังมีร้อยแปดเพราะว่าก๋วยเตี๋ยวในโลกนี้ช่างมีมากมาย
แต่เราก็ต้องเลือกคำตอบที่น่าจะเหมาะสมเพื่อตี scope ในการทำ
ตัวเลือกที่เลือกอาจจะมีทั้งเส้นเล็กไก่ฉีก เส้นเล็กผัดซีอิ๊วไก่
แล้วก็เลือกเส้นเล็กไก่ฉีกหลังจากผ่านกระบวนการการตัดสินใจจากลูกค้า
และนำเสนอรูปลักษณ์ของทั้งชามและเส้นเล็กไก่เอง
โรยผักชีต้นหอมไหม ใส่พริกไทเยอะหรือเปล่า
พร้อมทั้งตรวจสอบว่ามันตรงกับความต้องการและข้อจำกัดทุกๆอย่างแล้ว

3. สำคัญยิ่งยวดตรงที่ มันจะเป็นพิมพ์เขียว
ที่ไว้สื่อสารกับทีมงานที่ทำหน้าที่ต่างๆกันภายในโปรเจคเดียวกัน
การที่จะบอกว่าหน้านี้ มีปุ่ม submit เท่านั้นไม่พอ
ต้องระบุด้วยว่า เป็นปุ่ม submit ข้อมูลอะไร วางไว้ตรงไหน ชิดซ้ายขวากลาง
ตัวปุ่ม submit เขียนว่าอะไร มี style guide ที่ควบคุมหน้าตาของปุ่มอย่างไรบ้าง
กดปุ่ม submit นี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
กลับมาที่ก๋วยเตี๋ยว ใบสั่งที่บอกว่า ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็ก ไก่ฉีก ไม่งอก
ไก่ฉีกเรียงไว้หน้าก๋วยเตี๋ยวครึ่งซีกของชาม น้ำครึ่งชาม
โรยผักชี ไม่โรยต้นหอม ใส่พริกไทเหยาะเดียวหลังจากโรยผักชี
ชามสีเขียวลายดอกลาเวนเดอร์
ก็จะทำให้คนทำก๋วยเตี๋ยวรู้ว่าต้องทำก๋วยเตี๋ยวอะไร เอาชามอะไรใส่ ตกแต่งอย่างไร ใส่อะไรบ้าง
เด็กเสิร์ฟก็ได้ตรวจสอบก๋วยเตี๋ยวก่อนว่าตรงตามที่สั่งหรือไม่
เด็กล้างชามก็จะรู้ว่าต้องล้างชามสีเขียวลายดอกลาเวนเดอร์อีกหนึ่งชาม
และทำให้คนคิดตังเก็บเงินถูกว่าสั่งก๋วยเตี๋ยวอะไร ก๋วยเตี๋ยวชนิดนี้ราคาเท่าไหร่ มีพิเศษหรือเปล่า
เจ้าของร้านก็จะได้คิดค่าใช้จ่ายด้าน inventory ได้ถูกต้อง

ระหว่างขั้นตอนที่ 2 กับ 3
เราจะตรวจสอบว่า สิ่งที่เราจะทำ
ตรงกับความต้องการและตอบโจทย์ข้อจำกัดได้หรือยังนั้น
บางทีมันไม่ใช่แค่การที่เดาเอาว่าอย่างนี้แหละ ถูกแล้ว ครบถ้วนแล้ว
เพราะยิ่งโปรเจคมีความซับซ้อน มีขนาดใหญ่
ที่ไม่ได้ง่ายแบบการทำก๋วยเตี๋ยว (ไม่เกี่ยวกับว่าทำอร่อยไม่อร่อยนะ)
การที่จะ”หลุด” เวลาออกแบบโปรเจคที่ซับซ้อนนั้น ก็ยิ่งมีมาก

ซึ่งตรงนี้นี่เอง ที่ Prototype เข้ามามีบทบาท

Prototype คืออะไร
พูดแบบเป็นรูปธรรม
Prototype คือแบบจำลองของโปรเจคนั้นๆ
ใช้เพื่อการทดลองว่า งาน ระบบ หรือผลิตภัณฑ์ เวิร์คตามความต้องการหรือไม่
ถ้าพูดแบบเป็นคอนเซปท์
Prototype เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราแน่ใจกับทางที่เราจะทำ
ก่อนที่จะลงมือทำจริงๆ

ในวงการ Product Design หรือ Architecture
หรือแม้ในการทำซอฟต์แวร์ในเมืองนอก
การทำ Prototype ก่อน Real Production เป็นเรื่องธรรมดามากๆ
ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติเลยก็ได้
สำหรับ Product Design
การทำ Protype จำเป็นต้องทำ
เพราะตั้งแต่การเข้าสู่กระบวนการทำแม่พิมพ์ ไปจนขึ้นไลน์ผลิต
ทุกการเปลี่ยนแปลงคือค่าใช้จ่ายหลักพัน ไปถึงหลักแสน
อีกทั้งยังเปลืองทรัพยากร ถ้าเกิดความผิดพลาดด้วย
สำหรับ Architecture
ตั้งแต่กระบวนการการตอกเสาเข็มเสาแรก
การเปลี่ยนแปลงมักจะหมายถึงเงินหลักแสน ไปถึงมากกว่าหลักล้าน
สำหรับซอฟต์แวร์
ตั้งแต่การโค้ดบรรทัดแรก
การเปลี่ยนแปลงคือเวลาที่มากขึ้น การที่ต้องรื้อโค้ด
การต้องเพิ่มทรัพยากรบุคคลเนื่องจากต้องทดแทนความล่าช้าที่เกิดขึ้น
การเปลี่ยนแปลง คือค่าใช้จ่ายหลักร้อย ไปจนถึงหลักแสน หรือหลักล้าน เช่นกัน

บางที่ หรือบางคนที่ไม่เคยทำ prototype มาก่อน
ก็อาจจะกังวลว่า การทำ prototype จะทำให้เวลาในการทำงานมากขึ้น
แต่โดยทั่วไป prototype ที่เหมาะสม
กลับทำให้การพัฒนาโปรเจคโดยรวมสั้นลง
เพราะมีความชัดเจนในการสร้างมากขึ้น บั๊กน้อยลง

Prototype สามารถทำขึ้นมากี่เวอร์ชั่นก็ได้
ยิบย่อยขนาดไหนก็ได้ และทำโดยใครก็ได้
ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ และความเหมาะสมกับ timeline ในการทำงาน

Prototype จะช่วยเราตรวจอะไรได้บ้าง

1. Proof of concept
ในเวลาที่ไม่แน่ใจว่า คำตอบที่เราเลือกนั้น
Prototype สามารถพิสูจน์ได้ว่า มันเวิร์กอย่างที่คิดหรือไม่
มี action อะไร หรือรายละเอียดอะไรที่เราตกหล่นลืมคิดไปหรือไม่
มันตอบคำถาม ตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วนหรือไม่
และยังทำให้เห็นคำตอบอื่นๆได้จาก prototype ด้วย

2. Design exploration
เว็บไซต์ หรือระบบดิจิตอล มักมีคุณสมบัติ Interactive
นั่นคือ ตอบสนองกับผู้ใช้งานได้
การมี prototype สามารถที่จะทำให้เห็นได้ชัดว่า
Interaction นั้น น่าจะเป็นไปอย่างที่กำหนด หรือลืมกำหนดไปหรือเปล่า
เช่น เมื่อกดล็อกอินปั๊บ ถ้ารหัสผ่านไม่ถูกต้อง ระบบจะขึ้นเตือนอย่างไร
ถ้ากำลังจะเช็คเอาท์ ฟังก์ชั่นไหนที่จะ disable บ้าง
ในหลายๆครั้ง prototype หรือ mock up นี้
เราก็นำไปใช้ในการทดสอบ Usability
ในหลายๆครั้ง เราสร้าง prototype สำหรับหน้าเดียวกัน หรือ section เดียวกันหลายๆแบบ
เพื่อตัดสินใจว่า จะเลือกทางไหนมาทำได้ดีที่สุด

3. Technical exploration
prototype ช่วยให้นักพัฒนาเห็นภาพ และช่วยในการคิดหาเทคนิค วิธีในการพัฒนา
ใน interaction แบบหนึ่ง หรือการแสดงผลแบบหนึ่ง
อาจจะเขียนโค้ดได้หลายวิธี เลือกใช้เทคโนโลยีได้หลายวิธี
และยังช่วยให้นักพัฒนาเข้าใจถึงเจตนาในการออกแบบโครงสร้าง และ interface
เพื่อที่จะนำไปหาทาง Support และพัฒนาให้ได้อย่างเหมาะสมที่สุด
เช่น ในการแสดงสินค้าแบบ interactive ในงานหนึ่ง
นักพัฒนาอาจจะตัดสินใจเลือกใช้ Javascript แทนที่จะเป็น Flash ก็ได้
หรือเลือกใช้ Ajax เพื่อให้การทำงานของ element ตัวอื่นภายในหน้าเดียวกัน
ยังสามารถทำงานต่อไป โดยที่ไม่ต้องถูก refresh


หน้าเขียนบล็อกของ WordPress
การแก้ไข permalink สามารถแก้ไขและบันทึกการเปลี่ยนแปลงได้
โดยที่ไม่ต้องไปกระทบ work flow ของการเขียนบล็อกทั้งหมด

 

คราวหน้า เราจะมาดูว่า
เราจะทำ prototype ในแบบใดได้บ้าง

 

บางส่วนจาก
http://www.scottberkun.com/essays/12-the-art-of-ui-prototyping/

 

เมษายน 8, 2008

Free Download อีกหนึ่งทางเลือกของธุรกิจเพลง

คำขวัญของไมโครซอฟท์ และบริษัทใหญ่ๆก็คือ
การซื้อ เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน
ถ้าไม่อยากแข่ง ก็ซื้อ
ถ้าซื้อไม่ได้ ก็บี้ให้ตายกันไปข้าง

ข้างบนนี้เป็นมุขฝืดๆที่ไว้ล้อเล่นบริษัทใหญ่ๆ
ที่เดี๋ยวนี้สะสมบริษัทที่เล็กกว่าเป็นกิจกรรมหลัก

สำหรับวงการเพลงที่น่าสงสาร
ไม่สามารถที่จะยืดหยัดทำธุรกิจแบบเดิมๆได้
อีกทั้งยังไม่สามารถแข่งขันหรือบี้เทคโนโลยีได้
เพราะเบื้องหลังนั้นคือผู้ฟัง ผู้บริโภคเพลงของเขาเอง
ถ้าต่อต้าน นั่นก็คือการต่อต้านพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป
แข่งกับใครก็ดี แต่อย่าแข่งกับลูกค้าชั้นดีของตัวเอง
นอกจากอยากจะเลิกกิจการ

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมเพลงเจ็บปวดก็คือ
การที่เอาแต่ไปต่อสู้กับลูกค้าชั้นไม่ดี ลูกค้าที่เห็นแต่ได้
ลูกค้าที่นิยมฟังเพลงฟรีๆ หรือทุนทรัพย์น้อยๆ
ลูกค้าที่เห็นว่าค่าซีดีเพลงก็เท่ากับค่าซีดีเปล่า
แต่ลืมไปว่า จะเอาใจและรักษาลูกค้าชั้นดีอยู่ได้อย่างไร
mp3 จึงกลายเป็นสิ่งที่โดนเอาผิดอย่างเอาเป็นเอาตายในช่วงหนึ่ง
และช่วงใหญ่ๆเลยที่เราไม่สามารถจะ rip เพลงจากซีดีได้
เนื่องจากเขาป้องกันเอาไว้ไม่ให้ ipod ของเราได้แอ้ม

เอาเป็นว่า ยกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
และเรื่องเบื่อๆอย่างซีดีแวมไพร์ไปพูดวันหลังก็แล้วกัน

ข่าวดีสำหรับวงการเพลงและผู้บริโภคนิสัยดีก็คือ
วงการเพลงเริ่มปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี
และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคได้แล้ว

 

เคยเล่าไปแล้วในตอนที่ผ่านมา
วงการเพลงก็พยายามจะหาทางรอดแบบใหม่ๆ
อย่าง Metallica ก็ไปจับมือกับเกม Rockband

ตอนนี้ คนในวงการเพลงเริ่มใจป้ำกว่านั้น
วงดนตรีสุดเท่อย่าง Coldplay หรือวงร็อกสุดเก๋าอย่าง Nine Inch Nail
ก็ได้เปิดเว็บให้ผู้ฟังได้ดาวน์โหลดเพลงฟรีๆ
โดยเฉพาะ NIN นั้น ให้โหลดฟรีทุกเพลงในอัลบั้มกันเลยทีเดียว

ซิงเกิลใหม่ของ Coldplay ที่ชื่อว่า Violet Hill
ได้ปล่อยให้ดาวน์โหลดบนเว็บไซต์ของวงเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา
และถูกดาวน์โหลดไปทั้งหมดประมาณ 600,000 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมงแรก

วงดังๆอย่าง NIN, Oasis, Jamiroquai ก็เริ่มจะเมินบริษัทจัดการเพลง
( หรือแม้กระทั่ง Madonna ก็ทิ้งบริษัทเพลงไปหาบริษัทจัดคอนเสิร์ตแทน
แต่ยังไม่ได้ร่วมเข้าวงไพบูลย์ขายเพลงโดยตรงกับแฟนเพลงอย่างวงข้างบน)
แล้วใช้เทคโนโลยีขายเพลงด้วยตนเอง

แน่นอน ถ้าเป็นโมเดลธุรกิจแบบเก่าๆ
การให้ดาวน์โหลดเพลงฟรีๆ อย่างที่ NIN ทำ
มันทุบหม้อข้าว หม้อพาสต้า เตาอบขนมปัง ของตัวเองชัดๆ
แต่ทางวง NIN นั้น ก็ได้ออกมาบอกว่า
ในที่สุด เขาก็ได้ติดต่อกับผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านบริษัทเพลง
และเขาก็คิดว่ามันเหมาะสมที่จะทำอย่างนี้

ส่วน Oasis และ Jamiroquai
ก็ได้เข้าโมเดลธุรกิจแบบ “จ่ายเท่าที่อยากจะจ่าย”
และทำการขายเพลงกับแฟนเพลงโดยตรง

หรืออย่าง Coldplay ที่ออกมาให้ดาวน์โหลดซิงเกิลนั้น
ก็ให้ผลทางการประชาสัมพันธ์อย่างล้นหลาม
อย่างน้อยหกแสนคน ก็รู้ว่า Coldplay กำลังจะออกอัลบั้มใหม่
และรู้ว่า จะหาข้อมูลประชาสัมพันธ์ ตารางคอนเสิร์ต
รวมไปถึงสินค้าต่างๆของ Coldplay ได้ที่ไหน

โมเดลธุรกิจเพลงได้เปลี่ยนไป
การขายซีดี ขายไวนิล อาจจะไม่ใช่รายได้หลักต่อไป
แต่รายได้จะไปอยู่ที่การขายเพลงผ่านเว็บ หรือ itunes
รวมไปถึงคอนเสิร์ตหรือสินค้าต่างๆแทน

ส่วนมันจะเปลี่ยนไปถึงขนาดไหนนั้น
ก็คงต้องให้คนในเขาค้นหาเอาเอง
และคนอย่างเราก็เป็นผู้ดู ผู้บริโภคกันต่อไป

 
แต่สำหรับเมืองไทย
คงต้องให้ผู้บริโภคตระหนักถึงทรัพย์สินทางปัญญากันก่อน
แล้วค่อยว่ากัน

 

เอ้า
นักดนตรีเมืองไทย สู้ๆ
อ้างอิง
http://www.coldplay.com/
http://www.nin.com/
http://www.marketingcharts.com/direct/coldplay-free-single-propels-its-website-to-no-1-among-bands-and-artists-4454/?camp=newsletter&src=mc&type=textlink
http://www.techcrunch.com/2007/10/08/nine-inch-nails-help-seal-record-industrys-coffin/
http://www.techcrunch.com/2008/05/01/look-at-free-music-look-how-it-drives-web-traffic-to-you/

เมษายน 5, 2008

สัมภาษณ์คุณจักรพงษ์ คงมาลัย Community Manager @Yahoo! Singapore

วันนี้เราได้รับเกียรติจากคุณปอง จักรพงษ์ คงมาลัย
ซึ่งปัจจุบันเป็น Community Manager แห่ง Yahoo! สิงคโปร์
ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัว และประสบการณ์การทำงาน

อยากให้คุณปองเล่าถึงประสบการณ์ในการทำงานแวดวงอินเตอร์เน็ตให้ฟังหน่อย
ทุกอย่างเริ่มต้นจากเราชอบนั่นล่ะครับ
ก็เริ่มจับอินเทอร์เน็ตครั้งแรกก็ประมาณปี 1995 ตอนนั้นเรียนที่เอแบค
ที่มหาวิทยาลัยเค้าจะมีห้องให้นักศึกษาเข้าไปนั่งเล่น จำได้ว่าคนนั่งเล่นเต็มห้องเลย
ผมเข้าไปก็เก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่ถูก เพื่อนสอนให้เล่นพวกโปรแกรม Chat จำได้ว่าชื่อ nTalk
จากนั้นก็ขยับไปเล่น IRC แล้วก็ mIRC ตามลำดับ

ผมรู้สึกประทับใจตรงที่มันเป็นสื่อที่ interactive มากๆ คนอยู่กันคนละมุมโลกแท้ๆ ทำไมคุยกันได้
ผมก็เริ่มซื้อหนังสือมาอ่านว่าอินเทอร์เน็ตเป็นยังไง
จำได้ว่าตอนนั้นพี่เอ๋อ ปรเมศวร์ มินศิริยังเขียนหนังสือวิธีใช้ Netscape Navigator ขายอยู่เลย ผมก็ซื้อมาอ่าน
เข้าเว็บดังๆ ตอนนั้นก็ Yahoo.com
เข้าไปเพื่อดูว่า อินเทอร์เน็ตมันคืออะไร นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักอินเทอร์เน็ต

จากนั้นพอเรียนจบก็เริ่มไปทำงานที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน
ตอนนั้นคุณสนธิ ล้ิมทองกุลยังเป็นบรรณาธิการใหญ่อยู่ แกก็ชอบอินเทอร์เน็ตมาก
แกไปจดโดเมนเนม Manager.co.th เอาไว้นานแล้ว
ตอนนั้นจำได้ว่าต้องเอาข่าวที่ตัวเองทำอัพโหลดขึ้นเว็บแบบวันต่อวัน
คือข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์ จะมีให้อ่านฟรีในเว็บด้วย แต่ก็ยังไม่มีอะไร
พี่ๆ นักข่าวบางคนในผู้จัดการฯ ยังพูดกันด้วยซ้ำว่าคุณสนธิทำเว็บทำไม เดี๋ยวคนก็ไม่ซื้อหนังสือพิมพ์หรอก
นั่นคือครั้งแรกที่ผมได้จับอินเทอร์เน็ตในฐานะคนทำงานอินเทอร์เน็ต

จากนั้นปี 2000 ผมก็บินไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย
เป็นคนไทยอยู่ที่นั่นมันเหงาครับ อยู่ไปได้ปีนึงก็เริ่มทำเว็บของตัวเองเป็นชุมชนคนไทยชื่อ Aussietip.com
ทำสนุกๆ ทำไปทำมาจนได้จดหมายรับรองจากสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยว่า
เป็นเว็บแนะนำให้นักเรียนไทยเข้าไปชมก่อนไปเรียนออสเตรเลีย
กลับมาเมืองไทยก็กลับไปทำเว็บ Manager.co.th ต่อ
ตอนนั้นทำหน้าบันเทิง ซ้อเจ็ดจะดังมากๆ
ผมไปไหนมาไหนต้องมีคนถามว่าเฮ้ย ซ้อเจ็ดมันใคร บอกเราได้ไหม เราไม่บอกใครหรอก อะไรทำนองนี้
บรรดาดาราเจอเราเขายังถามเลยว่าผมเป็นซ้อหรือเปล่า
จากนั้นก็ย้ายไปทำเว็บให้กับนิตยสารบ้างก็คือเว็บ marsmag.net เป็นของนิตยสาร mars ในเครือผู้จัดการเหมือนเดิม
ตอนนั้นต้องขอบคุณกลุ่มผู้จัดการจริงๆ ครับ
เพราะด้วยความที่กลุ่มผู้จัดการชอบทำอะไรใหม่ๆ เป็น pioneer ก่อนใครเขาเป็นประจำ
ผมเลยมีโอกาสได้ลองผิดลองถูก

ทำอยู่ได้สองปี ผมก็เริ่มคิดว่าตัวเองอิ่มเรื่องการพัฒนาเว็บไซต์แนว content แล้ว
อยากจะทำอะไรใหม่ๆ บ้าง อยากเรียนรู้เรื่องการตลาดบ้าง
พอดีที่ทางบริษัทเทเลอินโฟ มีเดีย (ไทยแลนด์ เยลโล่เพจเจส) ในกลุ่มชินฯ กำลังเปิดรับคนทำด้านอินเทอร์เน็ตพอดี
ผมก็เข้าไปทำในส่วนของอินเทอร์เน็ตและก็เลยข้าม platform ไปถึง WAP ในโทรศัพท์มือถือ
และเป็นที่ปรึกษาทางด้านเว็บในกลุ่มชินฯ อย่าง Hunsa.com
แล้วก็เว็บของโปรดักต์อื่นเช่น call center, audiotex ที่บริษัททำอยู่
และได้ทำงานที่สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ทำให้รู้จักเว็บมาสเตอร์เก่งๆ หลายคน
จนกระทั่งวันนึงก็มีโอกาสย้ายมาทำที่ Yahoo! ครับ

คุณปองมีประสบการณ์เรื่อง Online Community มากี่ปีแล้ว? มาสนใจเรื่อง Online Community ได้ยังไง?
เว็บ Aussietip.com เริ่มทำตอนปี 2001 มาถึงตอนนี้นี่ก็ 8 ปีแล้ว
ผมก็สนใจ Community มาตั้งแต่แรกเริ่มทำเว็บแล้วล่ะครับ
เห็นเว็บไทยดีๆ อย่าง Pantip.com, MrPalm.com เขาทำเว็บแนวนี้เก่งๆ ก็อยากเก่งอย่างเขาบ้าง
อย่างคุณณัฐพงษ์เจ้าของเว็บ MrPalm.com นี่มีบุญคุณกับผมมาก
ตอนผมเรียนที่ออสเตรเลียก็ได้พี่เขานี่ล่ะครับที่นั่งสอนกันทาง ICQ ว่าทำเว็บแนวนี้ทำอย่างไร 
แต่ตอนนั้นต้องบอกว่าทำเอามันจริงๆ ไม่คิดว่าจะมาทำเป็นอาชีพเลยครับ
คือโลกทั้งโลกตอนนั้นเขาเลิกเห่ออินเทอร์เน็ตกันแล้ว คือฟองสบู่ดอทคอมมันแตกหมดแล้ว
เว็บใหญ่ๆ ดังๆ ปิดตัวหลายเว็บ ไม่ปิดก็ไม่ขยายต่อ แถมเศรษฐกิจยังถดถอยด้วย
ยังจำได้ว่าหนังสือพิมพ์ฝรั่งบางเล่มยังสร้างคอลัมน์ “สุสานเว็บ” เพื่อเขียนเกี่ยวกับเว็บไหนที่ตายแล้วบ้าง
มองกลับไปเมืองไทยก็เหมือนกันคือเว็บที่มีการซื้อขายกันเป็นล้านๆ ก็ล้มหายตายจากหายไปหลายเว็บเหมือนกัน
ผมก็กลับมาคิดว่าเอ๊… เขาทำกันแล้วเจ๊งอย่างนั้น เราทำแบบสบายๆ ของเราดีกว่าไม่ต้องไปคิดเรื่องเงิน
ผมก็ทำของผมมาเรื่อย ตอนนี้สรุปยังทำ Aussietip.com อยู่เลย 8 ปีแล้ว
นี่เพิ่งเปิดเว็บลูกใหม่อีกเว็บทำเล่นๆ ชื่อ Singtip.com เป็นคอนเซ็ปต์เดียวกัน
คือเป็นเว็บคนไทยในต่างแดน แต่เป็นของสิงคโปร์ แต่ทั้งหมดนี่ไม่ได้ตังค์นะครับ ทำเอามันส์ใจรักจริงๆ
เราทำมันเพราะชอบที่มันเป็นสื่อที่เปิดให้คนโต้ตอบกันได้
รู้สึกดีที่เราได้ติดต่อสื่อสารกับคนที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน แต่เรากลับหยิบยื่นมิตรภาพให้กันได้
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้คือผมจะบอกว่าสนใจมันอย่างเดียวไม่พอ ของอย่างนี้ต้องลงไปทำ ถึงจะเข้าใจ

 

Online Community Manager มีหน้าที่อะไรบ้าง?
หน้าที่หลักๆ ของ Community manager คือ 3E ครับ
Engage, Educate, Entertain

Engage คือทำให้คนติดอยู่กับเว็บ Educate คือแนะนำผู้ใช้ว่าเว็บเราเป็นแบบไหน และจะได้ประโยชน์สูงสุดจากมันอย่างไร
และ Entertain นี่ตรงตัวครับ ต้องให้ผู้ใช้เขารู้สึกสบายใจที่เข้ามาที่เว็บเรา ก็ต้องต้อง Entertain กันในระดับหนึ่ง
แต่จริงๆ ยังมีส่วนรายละเอียดอีกมากที่ประกอบกันเป็นตำแหน่งนี้
เพราะเอาเข้าจริงๆ การสร้าง Community สำหรับคนไทยก็หนีเรื่อง Offline ไปไม่พ้นครับ
แต่หลักๆ ของการสร้าง Community มันคือการสร้างความเชื่อ ให้ยูสเซอร์เขาเชื่อว่ามีเราอยู่ที่นั่นตลอดเวลา
และทำให้เขาแน่ใจว่ามีเราคนนึงล่ะที่พยายามมอบสิ่งที่เขาต้องการอยู่
เหมือนร้านกาแฟปากทางน่ะครับ อยากมาเมื่อไหร่ก็มา เถ้าแก่จะรอเสิร์ฟกาแฟ

 

ส่วนใหญ่คนทำงานสายไอทีในเมืองไทยที่มีบทบาท มักจะมาจากสาย technical,
คุณปองมาจากสาย non-technical แต่มาทำงานสายนี้
ไม่ทราบว่า มีอุปสรรคอะไรบ้างไหมแล้วก้าวผ่านข้ามอุปสรรคนั้นมาได้อย่างไร?

ก็ยอมรับว่ามีอุปสรรคบ้างนิดหน่อยนะครับ
โชคดีว่าส่วนงานของผมไม่ต้องการคนที่แน่นในเรื่องของ technical มากนัก
จริงๆ การมีประสบการณ์ดัานเทคนิคสำคัญนะครับ อย่างเพื่อนๆ ผมที่เป็นวิศวกรเขาก็จะเก่งด้านนี้ไปเลย
ที่นี่เรามีคนเก่งๆ เยอะ มีคนที่ไม่ได้มาสาย technical อย่างผมบ้างสักคนก็ไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว
เพราะเส้นทางในการทำงานต่อไปในอนาคตของผมก็ไม่ได้ต้องการไปทางสายไอทีแบบเต็มๆ อยู่แล้ว
มันเน้นในเรื่องของ product management มากกว่า

 

คงจะมีหลายๆคนสงสัยว่าคุณปองไปอยู่ที่ Yahoo! ได้ยังไง? คิดว่าอะไรที่ทำให้ Yahoo! พิจารณาคุณปอง
ไม่มีอะไรเลยครับ มีวันนึงถามตัวเองขึ้นมาว่าถ้าได้ไปเมืองนอก มันก็คงท้าทายดีนะ
ก็เลยลองคลิกเข้าไปในเว็บ Yahoo! เจอคำว่า “หางาน” ก็คลิกเข้าไปอ่าน Job description
คิดว่าเราทำได้ก็เลยส่ง resume ไป เขาเรียกสัมภาษณ์อยู่ 8 รอบ แล้วก็ได้งาน
ส่วนอะไรที่เขาพิจารณา เจ้านายผมเขาบอกว่าคนที่จะมาทำที่ Yahoo! ได้ต้องมี Passion
คือต้องมีความต้องการที่จะทำงานด้านนี้อย่างแรงกล้า และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาได้
ซึ่งเขาบอกว่าเรามีจุดนี้ที่เด่นชัดกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ
ก็เลยโชคดีได้มาร่วมงานกับบริษัทด้านอินเทอร์เน็ตที่เรารู้จักมาตั้งแต่แรก

 

ประสบการณ์การทำงานที่ Yahoo! เป็นไงบ้าง ต่างกับที่เคยทำที่เมืองไทยยังไง?
ต่างกันตรงที่วัฒนธรรมในการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรครับ
และที่สำคัญที่สุดคือ Yahoo! เป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตแบบดอทคอมจริงๆ
ก็เลยแตกต่างจากบริษัทที่ผมเคยทำมาที่เมืองไทย ที่มีอินเทอร์เน็ตเอาไว้เป็นส่วนเสริมในธุรกิจ
แต่ที่นี่อินเทอร์เน็ตคือสื่อหลัก ดังนั้นมืออาชีพทางด้านเว็บก็จะมารวมตัวกันที่นี่
คนจากหลายๆ ประเทศทั่วโลกที่คลั่งไคล้อินเทอร์เน็ตอยู่ที่นี่ ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรตลอดเวลา
รวมทั้งวิธีการทำงานแบบมืออาชีพจริงๆ เขาทำอย่างไร อย่างสมัยผมอยู่เมืองไทยนี่ไม่ใช่ว่าไม่ดี
แต่ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยเป็นงานเท่าไหร่ ยังมวยวัดอยู่ มาที่นี่เหมือนมาเทิร์นโปร ฮ่าๆๆ
หินดีครับ แต่ก็สนุก

อย่างเช่นสมัยก่อนเรานึกจะทำแคมเปญการตลาดอะไรสักอันคุยกันกับเจ้านาย
คุยกันกับทีมผ่านแล้วก็ยื่นเรื่องเสนอผู้ใหญ่ ถ้าผ่านก็ทำ
แต่ที่นี่มันจะดูรัดกุมครับ จะทำแคมเปญทีนึงเราจะมาถามกันก่อนว่าทำไปแล้วมันตรงกับนโยบายของเราไหม
ทำแล้วมันทำให้ยูสเซอร์ชอบไหม เขาจะมีประสบการณ์ที่ดีกับเรามากขึ้นหรือเปล่า ทำแล้วสนุกไหม
ถ้าผ่านปุ๊บ ที่เหลือฝ่ายวิศวกร ฝ่ายที่ดูแลประสบการณ์ผู้ใช้ ฝ่ายการตลาด ฝ่ายกฏหมาย จะรับลูกต่อได้ทันที
มันจะเชื่อมโยงกันหมด เพราะเราทำงานภายใต้นโยบายเดียวกัน มองเป้าหมายเดียวกัน
เรารู้ว่าเราจะไปไหนอย่างไร ถึงเราจะต้องคุยกับหลายฝ่าย แต่เราจะไม่ปิดกั้นไอเดียเด็ดขาด
แต่เวลาขายไอเดียก็ต้องขายให้เก่ง คุณต้อง convince คนหลายๆ ชาติ มันก็ท้าทายดี

คุณปองดูแลผลิตภัณฑ์ใดอยู่? เป็นยังไงบ้าง?
ตอนนี้หลักๆ ดู Yahoo! รู้รอบครับ เราเปิดตัวมาตั้งแต่ 26 มิถุนายนปีที่แล้ว
นี่ก็เดินทางมาได้เกือบปีแล้วครับ สนุกดี
Yahoo! รู้รอบเป็น community ของคำถามและคำตอบ
คนไทยส่วนใหญ่เวลาเห็นจะบอกว่าอ๋อเป็นเว็บบอร์ดใช่ไหม ผมต้องบอกว่าไม่ใช่นะ เราแตกต่างกับเว็บบอร์ด
เพราะเว็บบอร์ดจะโพสต์อะไรก็โพสต์จะมีคำตอบหรือไม่มีคำตอบก็ได้
แต่ของเราจะโพสต์ต้องเป็นคำถามหรือคำตอบในประเด็นนั้นๆ เท่านั้น
แล้วท้ายสุดเราจะให้เจ้าของคำถามหรือเพื่อนๆ ที่อยู่ใน community ช่วยกันเลือกคำตอบที่ดีที่สุดออกมา
ฝรั่งเขาจะเรียกเว็บแนวนี้ว่า Q&A Site ในเมืองไทยยังไม่ค่อยมีใครทำแบบนี้เท่าไหร่ครับ
ผลตอบรับดีมากๆ อยากให้ลองเข้าไปใช้กันนะครับ จะเห็นว่าคำถามคำตอบมีคุณภาพใช้ได้ทีเดียว
และหลากหลายตั้งแต่เรื่องเบาๆ ไปถึงเรื่องหนักๆ ครบทุกแบบ ว่าแล้วใส่ลิงก์หน่อย www.yahoo.co.th/roorob 

 
ปัจจัยที่ทำให้ Yahoo! รู้รอบเป็นที่รู้จักของคนไทย คืออะไร?
ขอออกตัวก่อนว่ามันยังไม่เป็นที่รู้จักที่สุดครับ
แต่ถ้าใครจะพอรู้จักบ้าง ผมว่าอันดับแรกคือ Brand ของ Yahoo! เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว
พอมาเปิดตัวในเมืองไทยก็เลยเป็นที่สนใจ บวกกับช่วงแรกเราใช้ celebrity หลายๆ คนมาแจม
ทำให้บอกกันปากต่อปากไปเรื่อยๆ บางคนใช้ Yahoo! Answers ของเมืองนอกอยู่แล้ว
พอเห็นมีภาคภาษาไทยมาก็เลยย้ายมาใช้ที่ Yahoo! รู้รอบ
บวกกับเพื่อนๆ Blogger หลายๆ คนให้ความสนใจแล้วเอาไปเขียนถึง
รวมทั้งพี่ๆ สื่อมวลชนด้วยครับ เขาเอาไปแนะนำต่อก็เลยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ผมว่ามันก็ยังแค่เริ่มต้นนะครับ ว่าแล้วก็ฝากทุกคนลองใช้แล้วบอกต่อด้วยนะครับ

 

โดยส่วนตัว คุณปองคิดว่า นักพัฒนาไทยมีความเด่นที่แตกต่างจากนักพัฒนาชาติอื่นอย่างไร?
ข้อนี้ผมขอผ่านครับ ผมไม่เคยเป็นนักพัฒนาเลยไม่ทราบจะตอบยังไงดี
แต่ในความคิดของผม นอกจากเรื่องภาษาที่เราไม่ได้พูดภาษาอังกฤษเก่งๆ เหมือนชาติอื่นแล้ว
ความคิดความรู้ความสามารถของคนไทยไม่แพ้ใครในโลกนี้ครับ
แล้วควรจะเสริมคุณสมบัติด้านไหนที่เรายังด้อยหรือมีน้อยกว่าชาติอื่นบ้าง?
ผมว่าเป็นเรื่องภาษาครับ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งที่น่าจะมีกันมากกว่านี้คือน่าจะกล้าเสี่ยงกันมากกว่านี้หน่อย
เพราะผมหันไปทางไหนก็เห็นมีแต่เว็บที่มีมาแล้วในเมืองนอก
ไม่ค่อยเห็นเว็บที่มีคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ของคนไทยเท่าไหร่

 

และคำถามนี้ก็คงจะเป็นคำถามที่หลายๆคนอยากรู้ อยากโกอินเตอร์บ้าง ต้องทำยังไง?
อย่าหาว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยนะครับ โกหรือไม่โกผมว่าไม่สำคัญหรอก
อินเทอร์เน็ตมันถึงกันทั่วโลกครับ เรียนรู้ได้เท่าๆ กัน แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและกล้าคิดกล้าทำครับ
ส่วนถ้าอยากลองผมว่าไม่มีอะไรยาก ก็แค่สมัครงานเมืองนอกดู ถ้าคุณไม่ลองสมัครคุณจะรู้ได้ยังไงว่าได้หรือไม่ได้
ส่วนใหญ่จะติดที่ว่าไม่อยากเปลี่ยนแปลง แฟนอยู่เมืองไทย พ่อแม่อยู่เมืองไทย ไปเมืองนอกคงเหงาน่าดู ก็อ้างกันไปเรื่ีอยๆ
ท้ายสุดก็เลยยังไม่ได้ลองไปไหน นี่คือที่ผมเจอ
แต่จริงๆ คนไทยจะไปผมว่าไม่ยากหรอกครับขอแค่เราตั้งใจและพยายามจริงๆ ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้หรอก

 

สุดท้ายนี้ อยากให้คุณปองฝากอะไรถึงมิตรรักแฟนเพลงสักหน่อย
ผมอยากฝากให้ทำเว็บใหม่ๆ ของคนไทยกันเองเยอะๆ ครับ
เพราะต่อไปถ้าเราไม่ทำเว็บของคนไทยที่ดีๆ ต่อไปวงการเว็บไทยจะพัฒนาลำบาก
อินเทอร์เน็ตมีต้นทุนไม่สูง ผมอยากให้ลองทำอะไรใหม่ๆ และอย่าไปเสียเวลาลอกเลียนแบบใครเขาอยู่
เราดูเพื่อเป็นแรงบันดาลใจได้ อย่าคิดแต่ว่าทำแล้วจะต้องได้เงินเท่านั้นเท่านี้ เพราะมันจะไปบล็อกไอเดียคุณหมด
เอาเป็นว่าเราชอบอะไรก็ทำอย่างนั้น ตราบใดไม่ผิดกฏหมายไม่ผิดศีลธรรม ทำแล้วบ้านเมืองดีขึ้นทำไปเลยครับ
แล้วว่างๆ มาคุยกัน เอาที่คิดได้มาแลกเปลี่ยนกันเยอะๆ
คนไทยที่ผมเจอคือไม่ค่อยชอบแชร์ความรู้กัน ทั้งที่จริงๆ ยิ่งแชร์ยิ่งดี

อ้อแล้วฝาก Yahoo! รู้รอบด้วยนะครับ

 

 

เมษายน 2, 2008

สุขสันต์(?)วันเกิด Spam ปีที่ 30

Filed under: Marketing — Tags: , , , , , , — iamia @ 2:58 pm

“DIGITAL WILL BE GIVING A PRODUCT PRESENTATION OF THE NEWEST MEMBERS OF THE
DECSYSTEM-20 FAMILY; THE DECSYSTEM-2020, 2020T, 2060, AND 2060T. THE
DECSYSTEM-20 FAMILY OF COMPUTERS HAS EVOLVED FROM THE TENEX OPERATING SYSTEM
AND THE DECSYSTEM-10 <PDP-10> COMPUTER ARCHITECTURE. BOTH THE DECSYSTEM-2060T
AND 2020T OFFER FULL ARPANET SUPPORT UNDER THE TOPS-20 OPERATING SYSTEM….”

ข้อความข้างบนนี้
คือจดหมายspam ฉบับแรกของโลก
ส่งเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2521 หรือเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา
โดย Gary Thuerk ผู้ได้รับการยกย่อง(?) ว่าเป็นบิดาแห่งการspam
เมื่อตอนที่เขาช่วย Carl Gartley
ทำการตลาดให้คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ของ Digital Equipment Corporation
โดยช่วยให้ Carl สามารถส่งspamผ่าน ARPANET ไปถึงผู้รับ 393 คน

ปัจจุบัน Gary เป็นฝ่ายขายของบริษัท HP
คิดว่าการส่ง spam ในครั้งนั้น ไม่ใช่ความผิดพลาด
และเป็นสิ่งที่เหมาะสม
เนื่องจากในตอนนั้น สินค้าที่เขาทำการตลาด
มันเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ ARPANET ในช่วงนั้นอยู่แล้ว

และหลังจากที่เขาได้ส่ง Spam ในครั้งนั้น
เขาได้เตือนหัวหน้าเขาว่า มันจะมีกระแสตอบรับในทางลบ
ซึ่งต่อมาไม่นาน the Defense Communication Agency
หน่วยงานที่ดูแล ARPANET อยู่ได้โทรหาหัวหน้าของ Gary
เพื่อให้มายืนยันรับทราบกระแสต่อต้านรุนแรงที่เกิดขึ้น
คำว่า spam นี้ มาจากมุขของรายการ Monty Python’s Flying Circus
ที่ล้อเลียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารยี่ห้อ SPAM
ที่ย่อมาจาก Shoulder Pork and hAM/SPiced hAM
ของบริษัท Hormel Food
ซึ่งในร้านอาหารร้านหนึ่ง มี SPAM อยู่ทุกเมนู
และบริกรสาวได้พูดคำว่า SPAM หลายครั้ง เพื่ออธิบายว่า
ในจานๆหนึ่งมี SPAM กี่ชิ้น และเมื่อบริกรสาวพูดเสร็จ
กลุ่มไวกิ้งที่มุมหนึ่งของร้านจะเริ่มร้องเพลง
“Spam, spam, spam spam, spam, spam, spam, spam,
lovely spam! wonderful spam!”
จนกว่าจะถูกสั่งให้หยุด

จากนั้น คำว่า spam จึงเอามาใช้กับความหมายที่ว่า
“ข้อความอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งให้กลุ่มผู้รับสาร
ซึ่งข้อความพวกนี้ ผู้รับสารไม่ได้ต้องการหรือไม่ได้เรียกหา
(Unsolicited bulk eletronic messages)”

 

ในปี 1994 spamขนานใหญ่กำเนิดขึ้นบนโลก
ไม่ใช่การขายของ
แต่เป็น spam ที่พยายามจะรักษาจิตใจที่ดีงามของเราเอาไว้
ด้วยหัวข้อ “Global Alert for All: Jesus is Coming Soon”
ซึ่งโพสต์ใน USENET group ทุกๆกลุ่ม
จากนั้น spam เชิงพาณิชย์ฉบับแรกในสเกลใหญ่ขนาดนี้ก็ได้เกิดขึ้น
นั่นคือการโฆษณา US Green Card
และในช่วงนั้นเอง จำนวนคนที่โดน spam ก็ถือเป็นหลักล้านเข้าไปแล้ว

ในปัจจุบัน บริการ spam กลายเป็นธุรกิจไปแล้ว
ในปี 2005 spam email 3 หมื่นล้านฉบับต่อวัน
ถูกส่งออกไปนอนใน mailbox ของผู้ใช้เน็ต
นั่นหมายความว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องมารองรับ spam พวกนี้
ของ infrastructure ของบริการ Network และของ ISP ที่น่าสงสาร
แต่ในขณะที่ ISP บางเจ้าก็แบน spam
แต่ ISP บางเจ้าก็เห็นว่าพวก spam นี่เป็นลูกค้าชั้นดี
และยินดีที่จะรับ spam เหล่านี้อย่างมาก

ในปี 2003 spam ไวรัสก็บังเกิด
ไวรัสเหล่านี้จะทำการปล้นคอมพิวเตอร์ของเรา
แล้วทำให้เรากลายเป็นผู้ที่ส่ง spam
โดย spamware เหล่านี้จะควบคุมโปรแกรมอีเมลและ internet connection
แล้วส่งอีเมลไปสู่ภายนอกโดยที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของเครื่อง

และในปัจจุบัน spam ไม่ได้หมายถึง อีเมล อย่างเดียวอีกต่อไป
IM อย่าง MSN, AIM ก็โดนกันถ้วนหน้า
Social Network, Blogs, Twitter ก็ไม่แพ้กัน
เรียกว่า คนอยู่ที่ไหน นักการตลาดบางจำพวก ก็จะตามไป spam ถึงที่นั่น

ทำไม spam มันถึงยังอยู่
มันยังอยู่ ก็เพราะมันยังได้ผล
มันมีค่าใช้จ่ายที่ถูกมาก
และในเปอร์เซ็นต์ผู้ตอบรับที่ต่ำมากๆ
ก็ยังสูงพอที่จะกลบค่าใช้จ่ายในการส่ง spam เหล่านี้ได้
และนักการตลาด รวมไปถึงเจ้าของสินค้าบริการนั้นๆ
ก็ไม่ได้สนใจว่า จะไปทำความรำคาญให้คนส่วนใหญ่ขนาดไหน
เพราะอย่างน้อยเขาก็มีรายได้จากคนส่วนน้อยที่ให้ความสนใจเขา

สมมติง่ายๆเลยว่า
เราจะขายรถยนต์ราคา 1ล้าน ในราคา2ล้าน
เราใช้เงิน 10,000 บาท ในการซื้อรายชื่ออีเมลมา 1 ล้านรายชื่อ
(บางทีเราก็จะตกใจว่า รายชื่ออีเมลของเรานั้น มันมีค่าเพียงน้อยนิดจริงๆ)
ถ้ามีเพียง 1 คน หรือ 0.0001% ของคนทั้งหมดที่ได้รับอีเมล ซื้อรถของเรา
นั่นหมายถึงว่า เราจะได้กำไรทั้งหมด 1ล้าน - 1หมื่น = 9แสน 9หมื่น บาท
ต่อให้ต้องซื้ออีเมล 1ล้านชื่อด้วยเงิน 1แสนบาท
ก็ยังมีกำไรถึง 9แสนบาท
ส่วนผู้ให้บริการอีเมล วันๆแค่นั่งหาอีเมลชาวบ้านไป
เดี๋ยวก็ได้แล้ว 1 แสนบาท แล้วยังเอารายชื่อเหล่านี้ไปหารายได้ได้อีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มันเป็นการลงทุนที่กำไรสูงมากๆ
และ spam จะยังคงไม่ไปไหน
ตามใดที่ยังมีนักการตลาดที่รัก spam แบบนี้อยู่ในโลก
และกฏหมายยังควบคุม spam ไม่ได้
แต่ก็นั่นแหละ
ถึงจะมีกฏหมายออกมา
คนมันก็จะอาศัยช่องโหว่ทำอะไรที่มันเป็น “สีเทา” อยู่ดี

อ้างอิง
http://www.templetons.com/brad/spamreact.html
http://mashable.com/2008/04/26/spam-turns-30/
http://www.spamunit.com/history-of-spam/
http://www.templetons.com/brad/spamterm.html

เมษายน 30, 2008

User-Generate Content จะสามารถสร้างรายได้ได้ไหมนะ?

Filed under: Business, Content, Marketing — Tags: , , , , — iamia @ 2:36 pm

ในสมัยนี้ ใครๆก็ลุกขึ้นมานั่งสร้างบล้อกกันได้ทั้งนั้น
ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ต้องนั่งประดิษฐ์ประดอยสร้างเว็บทีละหน้า
กว่าจะได้มา

Blog นั้นสร้างง่ายขนาดไหน ดูจากจำนวนที่มีอยู่เป็นล้านๆบล็อกในโลกนี้ก็ได้
ทุกเรื่องราวในโลกคงมีเขียน อย่างน้อยก็ในบล็อกใดบล็อกหนึ่งแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไม้จิ้มฟันยันเรือรบ
เรื่องความสนใจส่วนตัวสุดๆไปจนถึงการแนะนำสินค้าและบริการ
ซึ่งเรานับได้ว่า บล็อกนั้น ไม่ใช่เป็นแค่เทรนด์อีกต่อไป

บล็อกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ UGC (User-generated content)
UGC ยังรวมไปถึงพวก Social Networking,
และการสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นกันบน online services ด้วย
ใน US นั้น นักการตลาด 43.4% ได้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาดของเขาอยู่แล้ว

และแผนการตลาดของ marketing agency ระดับหัวแถว
ก็มีแผนลงเงินกับ UGC (User-generated content)
มากกว่า Marketing agency ทั่วไปเฉลี่ยแล้วเกือบครึ่งต่อครึ่ง

ในเว็บ eMarketer ได้มีตัวเลขว่า
ในปี 2007 จะมี UGCC (User-generated content creator) อยู่ 77 ล้านคน
และทำนายว่า ในปี 2012 จะเพิ่มขึ้นเป็น 108 ล้านคน

ส่วน User-generated content consumer
หรือผู้บริโภคเนื้อหาแบบ user-generated นั้น
ในปี 2007 ใน US มีประมาณ 94 ล้านคน
ในขณะที่ ปี 2012 ทำนายไว้ว่าจะมีประมาณ 130 ล้านคน

นี่เป็นเฉพาะใน US เท่านั้น
ซึ่งเป็นประเทศที่สัดส่วนผู้ใช้เน็ตต่อประชากรสูงมาก
สำหรับประเทศที่กำลังมีอัตราการเติบโตของจำนวนผู้ใช้เน็ตนั้น
อาจจะหมายความว่า UGCC อาจจะสูงขึ้นเป็นสิบๆเท่าของอัตรา US เลยก็ได้

และนั่นหมายความว่า แนวโน้มในการบริโภคเนื้อหาออนไลน์นั้น
ผู้ผลิตเนื้อหา กับผู้บริโภค แทบจะเป็นกลุ่มเดียวกัน
คนเขียนบล็อก ก็อ่านบล็อกของชาวบ้านด้วยกัน
คนเล่นฮิห้า ก็ดูฮิห้าของชาวบ้านเช่นกัน
ในเดือนตุลาคม ปี 2007 ได้มีการสัมภาษณ์ Peter Rojas
ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บ http://www.engadget.com และ Joystiq
และยังเป็นหัวหน้าบกของ Gizmodo เกี่ยวกับแนวทางสำหรับนักการตลาด
ที่จะโปรโมทสินค้าบนบล็อก ดังนี้

- อย่างแรกสุดเลย สินค้าควรจะเกี่ยวกับ topic ของบล็อก
ซึ่งก็แหงล่ะ มันควรจะเป็นอย่างนั้น
และการตลาดบนบล็อกก็ควรจะเป็นเช่นนั้นด้วย
ถ้าเป็นบล็อกแม่เขียนถึงลูกอ่อน โฆษณาก็ควรจะเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เด็ก
ถ้าจะโฆษณาเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย ในบล็อกคุณแม่
ก็ควรจะหาบล็อกคุณแม่ยังสาวที่ยังเรียนไม่จบ ก็ค่อยเข้ากันหน่อย

- หลีกเลี่ยงการส่งอีเมล หรือ press release ให้กับคนที่บล็อก
หมดยุคการยัดเยียดข้อมูลเหมือนที่ผ่านๆมาแล้ว
(แต่ก็เชื่อว่านักการตลาดแบบ traditional ในเมืองไทยยังจะทำกันอยู่อีกหลายปี)
ให้ทำความรู้จักคุ้นเคยกับบล็อกนั้นๆเอง และทำความรู้จักกับคนเขียนด้วย

- ให้สินค้าหรือบริการกับบล็อกเกอร์เป็นพิเศษ เพื่อให้เขานำไปทดลองใช้ดู
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางใหม่ gadget ออกใหม่ ผงซักฟอกออกใหม่ ได้ทั้งนั้น
อันนี้จะขออิจฉากันบ้างล่ะ ถ้าได้จริงๆ ขอมั่งดิ้

- ให้ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า อย่างเช่น ภาพสินค้าและบริการ
และข้อมูลอัพเดททั่วไป เพื่อให้บล็อกเกอร์เอาไปเขียนได้ละเอียดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การตลาดใน UGC นั่น ใน US ก็ยังถือว่ายังหัดตั้งไข่อยู่
ถึงนักการตลาดฝั่งนั้นเขาจะขยับตัวมาที่ UGC กันแล้ว
แต่มันก็ยังเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ยังต้องหา best practice กันต่อไป
เนื่องจากการตลาดบนบล็อกนั้น ไม่สามารถทำในแบบ mass marketing ได้นัก
ซึ่งขัดกับแบบเก่าที่ต้องหาที่แปะแบนเนอร์บนเว็บดังๆ UV เป็นหมื่นๆ เท่านั้น
จึงเป็นการบ้านของนักการตลาดเองว่า
จะเล่นอย่างไรดี เพื่อ optimise ทุนและการแพร่กระจายให้ได้มากที่สุด

ส่วนในเมืองไทย
นักการตลาดก็เริ่มเห็นศักยภาพของ Social Networking อย่างเช่น Facebook และ Hi5 กันแล้ว
แต่สำหรับการโฆษณาบนบล็อกนั้น
ก็จะไม่แปลกใจเลยถ้าบล็อกเกอร์ไทยยังต้องเขียนกันให้อ่านฟรีๆอย่างนี้ต่อไปอยู่
เพราะอะไรๆที่เมืองไทยก็มักจะขยับตัวช้ากว่าที่ US
(ยกเว้นหนังเข้าใหม่ เข้าเร็วกว่าชาวบ้านชาวช่องเขาจัง)
ยิ่งเป็นเรื่องการเดินตามให้ทันเทคโนโลยีแล้ว คงต้องปรับตัวอีกสักพัก
ถ้ายังเป็นอย่างนี้ต่อไป ก็ราวๆอีกสองปีเป็นอย่างต่ำ
เมืองไทยถึงจะเริ่มตื่นตัวด้านการตลาดออนไลน์ในอัตราการเติบโตที่เร็วมากขึ้น

แต่ใครมาก่อน ก็จองบล็อกได้ก่อนนะ
ถือว่าได้ ad position ประเภทบล็อกที่ดีที่สุดก่อนไป
(แต่ไม่รับประกันความเสียหายอยู่ดี)

 

ระยะนี้ ควรจะมีใครทำ directory บล็อกไทยไว้นะ
(หรือมีแล้วแต่เราไม่รู้?)
เผื่อจะมีรายได้อะไรในอนาคต…ก็ไม่แน่เหมือนกัน
รวมทั้งนักการตลาด นักโฆษณา ก็ควรจะหมั่นหาบล็อกที่เป็น niche market
แล้วดูดีมีอนาคตไว้ด้วย เผื่อจะได้ใช้บริการในวันหลังไง

อ้างอิง
http://www.emarketer.com/Article.aspx?id=1006190&src=article4_newsltr
http://www.emarketer.com/Article.aspx?id=1006196&src=article2_newsltr

กระทู้เก่า »

บลอกที่ WordPress.com .