มหากาพย์ เตรียมงานแต่งงาน #malimeekob (5) – ธีมงาน

.

.
ตอนที่ 5
ธีมงาน

.

.

ฮก ลก ซิ่ว เราว่ากันผ่านไปแล้ว
หลังจากได้ฤกษ์มา เราต้องจองสถานที่ ช่างกล้อง และช่างแต่งหน้า ให้มั่นเหมาะ
ต่อจากนั้น ก็มาว่ากันต่อถึงเรื่องธีมงาน
.
.
ธีม (Theme) จะว่าสำคัญก็สำคัญมาก
จะว่าไม่สำคัญก็แล้วแต่
แต่จากประสบการณ์ ขอบอกว่า
.
“มีเหอะ”
.
จะว่าไป เป็นเจ้าสาว DIY ไร้ออแกไนเซอร์ มันก็มีความมันส์อยู่หลายมิติ
การกำหนดธีมงานเอง แล้วไปแสวงหา คิดค้น อะไรที่จะเอามาประกอบกันในงาน
ก็ไม่ต่างกับทีสิสศิลปะย่อมๆเลยนะ
.
.
เจ้าสาวที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงงานดีไซน์
อาจจะงงได้ว่า เอ๊ะ ธีมคืออะยัย ใช่การกำหนดสีที่ใช้ในงานหรือเปล่า
ซึ่งจริงๆก็ใช่ส่วนนึงนะ เอาง่ายๆละกัน
ธีมมันคือคอนเซ็ปท์รวมๆของงาน ซึ่งนิยามได้ภายในหนึ่งประโยค หรือแม้กระทั่งหนึ่งคำ
เช่น
.
“ป่าช้า”
เราก็จะนึกภาพป่าช้า และองค์ประกอบของมันแล้วใช่มะ
เช่น โลงศพ ค้างคาว ผีดิบ ป้ายหลุมศพ พระจันทร์ หมาป่า
แต่ถ้าเป็น ป่าช้าจีน อาจจะนึกถึงฮวงซุ้ย ประทัด ธงสีๆ ผีแมนจูโดดดึ๋ง ไรงี้
หรือว่า ป่าช้าไทย ก็คงจะมี อาจารย์ สายสิญจน์ ปอบหยิบ ตุ่ม น้าผี อะไรงี้
สีก็จะออกเป็นดำๆ เอิร์ธโทนๆ เป็นหลัก
.
“เทพนิยาย”
จะเป็นนิยายดิสนีย์ หรือจะเป็นนิยายเชร็ค สีก็ไม่เหมือนกัน
แต่ก็เข้าใจว่า ส่วนใหญ่ก็คงจะเลือกเป็นธีมเทพนิยายแบบดิสนีย์มากกว่าเนอะ
สีสัน ก็อยู่แล้ว สดใส หลากสี แต่ก็ต้องไม่ใช่แปร๊ดตะลุ่งตุ้งแช่เป็นตรุษจีน
และเจ้าสาวก็ควรเลือกด้วยว่าตนเป็นนางเอกในเรื่องไหน
.
“งานวัด”
เผื่อใครอยากแต่งแถวๆช่วงประเพณีไทยเช่น วันวิสาขบูชา สงกรานต์ เข้าพรรษา
ก็จัดไปให้รีโทรๆ เปิดสะก๊าด ฉูดฉาด ไอ้คล้าว นางมา ให้ซะเต็มที่
.
“บูมมะจาเล่”
เห็นว่าเทรนด์อินตะระเดียกำลังมาแรง ใครคึกอยากจะบูมมะจาเล่ ก็คงจะสนุก
.
เห็นไหม พอมันเป็นคำชัดๆขึ้นมาสักคำ มันก็เห็นภาพชัดแล้วว่า งานจะออกมาแนวไหน
มันชัดกว่าการที่จะมานั่งเลือกตั้งแต่แรกว่าตัวเองชอบสีอะไร
นอกจากเป็นคนที่หมกมุ่นปักใจกับสีนั้นๆอย่างจริงจัง
ขนาดที่ตั้งเป็นธีมไปได้เลยเช่น
“ชมพูแปร๋น”
“เขียวตองเหลือง”
“ฟ้าเมดิเตอเรเนียน”
เป็นต้น
.
ธีม มีลักษณะฟังก์ชั่นคล้ายๆ วิหารธรรม
ก็ตรงที่ เวลาชีวิตเริ่มออกทะเลไปไกล ไม่รู้จะกลับไปตรงไหนดี
ก็ให้กลับไปที่วิหารธรรมนั้นๆ แล้วค่อยเริ่มใหม่กันอีกที
ธีม ก็เป็นวิหารธรรมของงานแต่ง
เวลาที่เจออะไรน่าเลือกน่าซื้อไปหมด ตัดสินใจไม่ถูก
ก็ให้วกกลับมาที่ธีม ดูว่า มันเข้ากับธีมของเราที่วางไว้หรือเปล่า
ทำให้การซื้อของ ทำของมาใช้ในงาน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรัดกุมมากขึ้น
เช่น ถ้าเราวางธีมงานวัด ไว้ แล้วดันไปปิ๊งกับภาพปราสาทเทพนิยายสีชมพูพาสเทล
ก็ขอให้ตัดใจ ถ้าตัดใจไม่ได้ และยังไม่ได้ซื้อของอะไร ก็อาจจะต้องเปลี่ยนธีม
แต่อย่าเปลี่ยนบ่อยๆ เพราะมันจะเสียก็เสียที่งานของบ่าวสาวเอง
ส่วนคนขายของ ก็ปลื้มกันไปสิ ได้ตังนี่
.
.
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะเลือกธีมอะไร
ต้องมั่นใจด้วยนะ ว่าเราจะชอบธีมนี้จริงๆ และชอบไปถึงรายละเอียดของธีม
อย่างที่บอก ไม่ใช่ว่านึกจะเอาธีมงานวัด แต่ชุดแต่งงานที่เลือกนี่ฟูฟ่องสุ่มเจ็ดชั้นใส่มงกุฏมาเลย
.
.
ทั้งนี้ ธีม ไม่จำเป็นต้องมีความไม่เหมือนชาวบ้าน
มันจะเหมือนชาวบ้านก็ไม่เป็นไรหรอก
คนเราแต่งงานกันทุกวัน วันละหลายสิบหลายร้อยคู่ทั้งโลก
ไอเดียมันจะไม่ซ้ำกันบ้างก็แปลกแล้ว
แล้วถ้างานใครที่เราชอบแบบนั้นแล้ว เหมาะกับแบบนั้นแล้ว
ถึงแม้ว่ามันจะโหล แต่ถ้ามันเข้ากับเราจริงๆ มันก็ไม่ได้ผิดอะไรที่จะเลือกนะ
.
.
เมื่อได้คำนิยามของธีมแล้ว
ก็เอา keyword เหล่านั้นแหละ ไป search ดูในเน็ต
แล้วจะได้ได้รายละเอียดกระจุกกระจิกสำหรับงานเต็มไปหมดเลย
ระยะแรกอาจจะตัดใจเลือกอันเดียวไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
ต่อเมื่อเริ่มลงมือออกแบบและซื้ออะไรสักอย่าง
เมื่อนั้นควรจะฟันธงเลือกธีมเพียงหนึ่งเดียวได้แล้ว
.
.
เราแอบเห็นว่าที่เจ้าสาวหลายๆคน มาโพสต์กระทู้ให้คนอื่นออกแบบโลโก้งานให้หน่อย
ไม่รู้เหมือนกันนะว่าเอาเข้าจริงจะได้โลโกที่ถูกใจตัวเองกันสักกี่คน
ส่วนหนึ่งเราก็คิดว่า มันคงเป็นเพราะว่า ไม่มีธีม
พอไม่มีธีม ก็ขอแค่ เป็นอะไรห็ได้ที่สวย
มันก็อาจจะสวยจริง แต่ก็จะเป็นความสวยที่มาแบบ ล่องๆลอยๆ ไม่มีเหตุผล ไม่มีที่มาที่ไป
แล้วแถมให้คนอื่นเป็นคนกำหนดให้อีกต่างหากว่าหน้าตางานเราจะเป็นอย่างไร
เป็นเจ้าสาว DIY ทั้งที ต้องทำงานด้วยตัวเองมากขึ้นหน่อยนะ
ถึงจะไม่มีหัวหรือทักษะด้านศิลปะ
แต่ก็ควรจะเป็นคนกำหนดทิศทางของงานตัวเองอย่างเต็มที่
กำหนดทิศทางของโลโก้งานตัวเองอย่างเต็มที่ด้วย
ก่อนที่จะให้มืออาชีพ หรือคนที่มีทักษะ หรือแม้แต่โรงแรม เอาไปทำแบบไฟนอลให้
.
.
.
ส่วนตัวเราแต่งงานวันคริสต์มาส
แม้ว่าปรกติเราจะไม่ได้ชอบสีแดง แต่เราก็ตกลงใจใช้ธีม “คริสต์มาส”
และเอ็นจอยกับสีแดงในธีมแบบนั้น รวมไปถึงสีที่เกี่ยวข้องกับคริสต์มาสสีอื่นๆด้วย
เช่น เขียว ทอง เงิน ขาว น้ำตาล เป็นต้น
ฉะนั้น ไม่ต้องไปมองของสีฟ้า สีชมพู สีส้ม สีพาสเทลอะไรให้เสียเวลาเลย
และด้วยความที่มันเป็นคริสต์มาส เราจึงเพ้อต่อไปถึงบรรยากาศของคริสต์มาส
ที่มันจะระยิบระยับ ของขวัญ หิมะ เกล็ดหิมะ ตุ๊กตาหิมะ ปล่องไฟ ตุ๊กตา ริบบิ้น
ฉะนั้น ไม่ต้องไปดูของพวกสไตล์คันทรี ลูกไม้ เพลินวาน เจ้าหญิงเจ้าชาย อะไรเลย
และด้วยความที่เป็นคริสต์มาส ซึ่งมีความเรโทรนิดๆปนคลาสสิกในตัวของมัน
ก็มีผลไปถึงฟอนท์และลายเส้นที่ใช้ในองค์ประกอบอาร์ตเวิร์คต่างๆด้วย
รวมไปถึงความอบอุ่น เป็นกันเองระหว่างครอบครัว เพื่อนฝูง
ธีมจึงจะออกมาเป็นอะไรที่กันเองๆเป็นหลัก ไม่ซื้อของอะไรให้ดูเป็นทางการ เนี้ยบหรู ไรงี้
.
เห็นไหม รวมๆกันแล้ว ตัดออกไปได้หลายสิ่งอันมาก
นั่นคือเราจะประหยัดเวลามากขึ้นเวลาหาข้อมูล หาของซื้อ นับตั้งแต่นี้
ก่อนที่จะตกลงใจเอาธีมนี้ เราจะรู้สึกล่องลอยในการหาข้อมูลมาก
แต่พอได้ธีมปั๊บ ก็เหมือนมีที่ให้ยึดเหนี่ยวจิตใจทันที
.

.

.

.
สรุปว่า ธีมนั้น ควรมี แต่อย่าไปอะไรกับมันให้เวอร์เกินเหตุ
หรืออย่ารักพี่เสียดายน้องเกินไป ไม่งั้นจะออกมากลายเป็นงานแต่งแกงโฮะ

.

.

การเป็นเจ้าสาว DIY ก็ดูดีมีสไตล์ราวกับไปทำแฮร์สปามา เอ้ย จ้างออแกไนเซอร์ได้
ขอให้เริ่มจากธีมแล้วก็ยึดมันไว้เป็นหลักก็แล้วกัน

.

.

มหากาพย์ เตรียมงานแต่งงาน #malimeekob (4) – หน้าผม

.

.
จริงๆการเตรียมงานแต่งในแต่ละส่วน มันไม่ได้ยุ่งยากเวอร์อะไรอะนะ
คือ เราว่า อาศัยหาข้อมูลเยอะพอประมาณ แต่ไม่ต้องไปลงแรงเยอะเกิน
(เช่น หาโรงแรมมาสิบที่ ไปมันซะสิบที่เลย
ถ้าไม่ว่างก็ไม่ต้องขนาดนั้น ถ้ามีเวลาแล้วอยากไปก็ไปเอาสับสนปนสนุก)
ยึดเกาะกับ requirement ของตัวเองดั่งจิ้งจกตุ๊กแกเสมอ
จะได้ไม่เสียเวลาหลงทาง และเสียเงินเปล่าโดยใช่เหตุ

ก็แค่เสียเงินเท่าที่จำเป็น
ลมก็จะจับๆอยู่เรื่อยๆแล้ว ใช่ป่าวล่ะ ^^”

.

.
ตอนที่ 4
หน้า แอนด์ ผม

.

ฮก กับ ลก ไปเรียบร้อย
มาถึง ซิ่ว กันดีกว่า
มาว่าด้วยเรื่องของช่างแต่งหน้า a.k.a. เมคอัพ อารรร์ติสสท์ กัน

.
ช่างแต่งหน้าทำผม ทำไมสำคัญ
ก็เพราะว่า เป็นสิ่งที่จะตราตรึงอย่างชัดเจนและถี่จัด ในอัลบั้มรูปงานแต่งของเรา อะสิ
ใครจะไม่อยากสวยซ้วยสวยเท่าที่สังขารจะอำนวยในวันนั้น
จะเป็นความประทับใจ หรือประทับตราบาป ก็ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน
แต่ว่า สวยของแต่ละคนมันก็ไม่เหมือนกันอีกแหละ

.

ปัจจัยในการเลือกช่างแต่งหน้าทำผม ก็มีหลักคล้ายๆเดิม

.

.

1. ประเภทงาน

.
แบ่งเป็นสองงานหลัก นั่นคือ

หน้า
หน้า ก็บอกอยู่แล้วว่า หน้า
แต่ในที่นี้ เอาเข้าจริงก็รวมไปถึงการโบ๊ะคอตันๆ แขนสากๆ หลังลายๆ ของเรากันอีกด้วย
งานหนังหน้าก็คือการแก้ไขจุดบกพร่องของใบหน้า
และดึงจุดเด่นขึ้นมา เท่าที่สังขารจะเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรี และช่างแต่งหน้า
ที่สำคัญคือแต่งเพื่อทั้งสู้สายตาแขกที่มางาน และสู้แสงแฟลชกล้องได้

ผม
บางเจ้าก็รับงานวันแมนโชว์ คนเดียวทูอินวัน บางเจ้าก็มากันเป็นทีมสองคน
(มักไม่เกินกว่านี้หรอก เปลืองต้นทุน)
ตามความเชื่อและประสบการณ์การหาข้อมูลของเราก็คือ
มันก็อาจจะมีนะ คนที่ถนัดทำทั้งคู่ แต่เราว่าสุดท้าย ก็ต้องมีถนัดด้านใดมากกว่าอีกด้าน
ช่างมืออาชีพ มักจะมีอุปกรณ์หรือเทคนิคอะไรให้เราได้อะเม้ซิ่ง
เช่น เทคนิคการตีโป่ง ผงดำกลบผมบาง อิทธิฤทธิ์กิ๊บดำ
คือเราไม่ค่อยได้ทำผมด้วยมั้ง เราก็เลยรู้สึก เออ เกร๋ๆ ของเล่นเยอะดีโนะ

.

.

2. สไตล์การแต่งหน้า ทำผม

.

เช่นเดียวกับภาพถ่าย แต่ละเจ้า ก็มีลักษณะความถนัดในการแต่งหน้าที่แตกต่างกันไป
ถึงแม้แต่ละช่างจะแต่งได้ทั้งหวาน เปรี้ยว ขม ระทม
แต่ก็ยังแอบมีลายเซ็นเฉพาะตัวอยู่ดีแหละ แต่อาจจะไม่ชัดเท่าภาพถ่ายนัก
(คนอ่านบอก แต่ภาพถ่ายตูก็แยกไม่ค่อยจะออกแล้ว!)

เราดูๆช่างเอาไว้ 2 เจ้าดังนี้

.
คุณฟลุค Alwaysfluke.com

คนนี้นี่ เห็นผลงานมานานมากแล้วแหละ
เห็นตั้งแต่ยังอยู่พันทิป ตอนนั้นเขายังไม่เริ่มอาชีพแต่งหน้าเลย
แล้วก็เห็นผลงานมาเรื่อยๆ ก็ชอบนะ
ผลงานเขาถ่ายรูปเอาไว้ดี ทำให้ยิ่งดูดีเข้าไปใหญ่
อย่างไรก็ตาม เมื่อพยายามไม่หลงกลไปกับภาพที่ถ่ายมาอย่างดี
และพยายามดูเจ้าสาวที่เขาไม่ได้ถึงกับสวยมากเป็นหลัก
เราก็ยังว่าเขามีฝีมือจริงๆแหละ สามารถอัพเกรดใบหน้าเจ้าสาวได้สวยวิ้ง

เท่าที่สังเกต ฉะนั้นไม่ว่าจะแต่งเปรี้ยวเข้มหรือชมพูหวานแหววยังไง
เราก็ยังรู้สึกถึงความอ่อนหวานของหญิงสาวอยู่ในผลงานของคุณฟลุค
เหมือนขนมหวานรสละมุนละไม
ซึ่งมันเป็นสไตล์ที่เหมาะกับเจ้าสาวจนไม่รู้จะเหมาะยังไงแล้ว
ถ้าจะให้ชมภายในหนึ่งประโยค ก็คงบอกว่า สวยหวานจนแทบจำไม่ได้

ตัวอย่างผลงานที่เอามาจากเว็บคุณฟลุค

.

คุณเอก BeautyOfLove

.

เราไปคุ้ยเจอคุณเอกมาจาก weddingsquare
ตอนที่ไปคุ้ยช่างแต่งหน้าคนอื่นๆมาคร่าวๆ
ก็สรุปว่า คุณเอก มาวิน สำหรับเรา

ตัวอย่างผลงานของคุณเอกที่มีแปะไว้
พอร์ทภาพถ่ายผลงานจะสู้ของคุณฟลุคไม่ได้
แต่ก็ดูที่ฝีมือการแต่งหน้าและรีวิวเป็นหลัก ก็พบว่า ไม่น่าจะธรรมดา
รวมไปถึงแบบผมที่เคยๆทำมาด้วย

ลายเซ็นของคุณเอกที่เราพบ
เราจะพบว่า จะเป็นลายเซ็นที่ออกแมนกว่าของคุณฟลุค
คือสไตล์มีความคมและภาษาดีไซน์เรียกว่า bold กว่าของคุณฟลุคประมาณหนึ่ง
และโดยรวมดูเหมือน makeover น้อยกว่าของคุณฟลุค
ถ้าให้ชมภายในหนึ่งประโยค ก็คงบอกว่า ดึงความงามในแบบที่ตนเองมี

ตัวอย่างผลงานของคุณเอก

.

.

ถ้าเราคิดไว้ก่อนว่า เราอยากจะเห็นเราสวยแบบไหน จะช่วยในการเลือกช่างได้มาก
บางคนอาจจะอยากให้สวยจนโลกตะลึงลืมหมุน
หรืออยากให้เวลาแก่ๆมาดูรูปก็ยังจำได้ว่าเป็นใคร
หรืออยากให้หลุดโลกไปเลย
เราก็เลือกช่างที่ถนัดๆไปทางนั้นก็จะเหมาะเจาะพอดี

จริงๆก็ยังมีช่างเจ้าอื่นๆที่เราดูๆไว้อยู่
แต่ข้อมูลรูปภาพผลงานไม่พอจะตัดสินใจบ้าง
ไม่ใช่แนวบ้าง อะไรบ้าง
ที่เข้าวินจริงๆก็สองเจ้านี้แหละ

จะเห็นว่า แต่ละตอนเราไม่ได้เลือกเยอะ แต่เลือกที่ชอบที่ใช่จริงๆ
เพราะฉะนั้น แม้จะตาแฉะตอนค้นข้อมูลไปทั่วๆ
แต่ตอนตกลงเลือกจริงๆ ก็จะไม่วุ่นวาย และโฟกัส
เจอทีมที่ถูกใจปั๊บ ก็จองโลด เพราะเราไม่รู้ว่าวันแต่งเราเป็นมหาฤกษ์หรือเปล่า

.

.
3. งบประมาณ วิธีจ้าง

.

ถ้าจะให้ประหยัดจริงๆนะ
ในวิธีที่ไม่ได้ใช้เพื่อนที่แต่งหน้าถูกใจแต่งให้
ก็จะบอกว่า ช่างแต่งหน้า มีหลากหลายราคามาก
และอาจจะไม่จำเป็นต้องแต่งแพงเวอร์เสมอไป
แต่ถ้าถูกมาก นอกจากเรื่องประสบการณ์และทักษะในการแต่งแล้ว
ก็ต้องระวังเรื่องคุณภาพของเครื่องสำอางและการรียูสอุปกรณ์
เจ้าที่แพง เขาก็มักจะลงทุนเรื่องเครื่องสำอางราคาแพง
ลงทุนเรื่องความอนามัยของอุปกรณ์ที่จะต้องสัมผัสหน้าลูกค้าด้วย

.

สองเจ้าด้านบน นับว่า ราคาระดับสูงกว่าทั่วไปเท่าที่หาข้อมูล
นั่นคือ เราต้องมีประมาณ 15,000 บาท สำหรับสองคิว
หรือราวๆ 8,000-9,000 บาท สำหรับหนึ่งคิว
ซึ่งจะได้บริการแต่งหน้าทำผม เจ้าบ่าวและเจ้าสาว
ถ้ามีแม่ ญาติ พี่น้อง อีก ก็ชาร์จเพิ่มไปอีก
(และช่างก็ต้องหาแรงงานมาเพิ่มด้วย
เพราะลำพังแต่งให้บ่าวสาวก็จะเลทมิเลทแหล่แล้ว)

.

เชื่อว่าหลายๆคนก็น่าจะหาช่างแต่งหน้าทำผมที่หลักพันต้นๆได้เช่นกัน
ขึ้นอยู่กับว่า เราชอบสไตล์การแต่งหน้าของเขาหรือเปล่า
อยากให้ดูตรงนี้
โอเค เรื่องงบประมาณน่ะ สำคัญ
แต่ถ้าแต่งไม่ถูกใจขึ้นมา วันนั้นกำลังใจเจ้าสาวจะหดหายไปแยะเลยนะ

โบกเยอะๆเข้มๆไม่ได้แปลว่าสมควรแพง
แต่งออกมาธรรมชาติไม่ได้แปลว่าสมควรถูก
ความถูกแพงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเครื่องสำอางที่จะโบกบนผิวหน้าของเรา
หรือความชัดเจนของเครื่องสำอางที่จะอวดตนบนผิวหน้าของเรา
มันอยู่ที่ความพอใจล้วนๆ

อย่างสองเจ้าด้านบน ส่วนหนึ่งเราเลือกเพราะความมั่นใจ
ทั้งจากผลงานและรีวิว ว่าเขาน่าจะไม่ทิ้งงาน และเป็นสไตล์ที่เราชอบ โอเค
(นี่คือความมั่นใจ ส่วนเรื่องจริงจะเคยทำอะไรไว้บ้าง ไม่รู้ ฮ่า)
และเรื่องเก็บรายละเอียดสำหรับคนเรื่องมากอย่างเรา ทั้งสองก็ทำได้โอ
เช่น ดูไม่วอก คิ้วเก็บได้สวย เก็บแป้งโอเค แต่งตาสวย

.

.

.

ในที่สุด เราก็เลือกคุณเอก ทั้งๆที่ใจก็ชอบแบบคุณฟลุคมากเช่นกัน
ที่คุณเอกเฉือนคุณฟลุคไปได้
ก็เพราะเราตัดสินใจเลือกความงามที่ดึงออกมาจากเค้าโครงสังขารเดิม
เราแอบลำเอียงตรงนี้มากกว่าที่จะอยากสวยจนจำไม่ได้
และด้วยบุคลิกความเป็นเรา เราไม่ได้เป็นคนที่มีแก่นอ่อนหวาน
ดังนั้น รวมสองประการ เราจึงเลือกสไตล์ที่ออกแนวคมและ bold ในที่สุด

.

.

.
มาว่ากันเรื่องกระบวนการละกัน
เมื่อจัดการจองคิว จ่ายมัดจำกันเสร็จแล้ว
คุณเอกก็จะส่งไฟล์เอกสารหนึ่งหน้ามาให้อ่าน
ว่าให้บ่าวสาวเตรียมตัวอย่างไร
เช่น ผมควรไว้ประมาณไหน
ไปจนก่อนถึงวันงาน ให้ดูแลผมยังไง เตรียมผมสำหรับการทำผมอย่างไร
โดยทั่วไปก็คือให้ไว้ผมยาวกลางหลัง เพราะมันทำผมได้ง่ายหลายแบบกว่า
(แต่ถ้าใครจะสั้น ก็ไม่ผิดกติกา)
ให้ตัดขนจมูกด้วย ถ้าใครแลบแปล๊บบ่อยๆ

.

ระหว่างนั้น เราก็ควรจะทำการบ้าน รวบรวมสไตล์การแต่งหน้า และผมที่อยากได้เอาไว้
พอประมาณหนึ่งเดือนก่อนงาน คุณเอกจะนัดเจอ
เพื่อดูสารรูป จุดเด่นด้อยของหน้า และคุยถึงความเป็นไปได้เรื่องสไตล์ที่อยากให้แต่ง
ซึ่งทางคุณเอกก็จะขอดูชุดแต่งงานควบคู่ไปด้วย
เพราะการแต่งหน้าทำผม ก็ต้องทำให้มันเข้ากับชุด
ไม่งั้นชุดไปทาง หน้าไปทาง ผมไปทาง มันก็จะงงๆเหมือนไม่ได้มาด้วยกัน
ส่วนเจ้าบ่าวเขาง่ายอยู่ละ ยังไงก็ได้ ขอให้หน้าไม่วอกก็พอ
เรื่องผมนี่ ควรคุยไปถึง accessory เลย ว่าจะประดับผมด้วยอะไร
อย่างงานเช้า เราคุยกับคุณเอกว่า อยากได้มาลัยดอกพุด
แต่ด้วยสภาวะน้ำท่วม คุณเอกจึงบอกว่าไม่แน่ใจจะหาได้หรือเปล่า ก็มาคุยถึงแผนสองกันวันนั้น

.

พอวันงาน คุณเอกก็มาตรงเวลาดีมาก(ตีสี่) และเริ่มงานทันที
พรั่งพร้อมด้วยอุปกรณ์อันมากมาย
ชุดตอนเช้าเราสีกลีบดอกบัว ก็เลยเป็นการแนะแนวให้ตอนเช้าควรจะแต่งหน้าแนวหวานหน่อย
และทรงผมก็ทำตามรูปที่เปิดในคอมเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม คุณป๊อบช่างผม ก็ได้เตรียม accessory เป็นที่ปักผมสีทองสวย
ถึงไม่ได้ดอกพุด แต่ความพึงพอใจก็พอกัน

.

ส่วนตอนบ่าย คุณเอกก็ค่อนข้างตรงเวลาเช่นกัน
และเมื่อเราเริ่มคุ้นเคยกัน เราจึงขอ improvise สไตล์การแต่งหน้านิดนึง
คือเราไม่อยากให้มันเหมือนกับของงานเช้า
และด้วยชุด และตีมงาน ก็เลยคิดว่า มันเหมาะกับสไตล์เรโทรนิดๆ
กระนั้นเลย รีเควสคุณเอกคุณป๊อบทันใด

.

จริงๆแล้วเราเป็นคนที่มั่นใจตัวเองเวลาไม่แต่งหน้ามากกว่า
ฉะนั้น จึงไม่ใช่ว่า อวยไปเรื่อยแล้วจะเห็นตามนั้น
เราว่าช่างต้องเก่งพอที่จะทำให้เรามีความมั่นใจว่าเออ สวย ได้อะ
คือคนนอกไม่รู้มองไงล่ะ แต้เจ้าสาวต้องมองว่าสวยก่อนล่ะ
และคุณเอกก็ทำให้เรามั่นใจพอที่จะสั่งแต่งเข้มปากแดงสำหรับงานเย็นได้

.

ส่วนเรื่องผม ก่อนหน้านี้เราก็แอนตี้การเกล้าผมมาตลอด
เพราะเราว่า เอะอะก็เกล้าผมๆ รู้สึกเชย
แบบที่เตรียมไว้เลยมีแต่แบบที่เป็นผมยาวลงมาเป็นหลัก
แต่เมื่อมีความมั่นใจในฝีมือคุณป๊อบด้วย และคิดว่าเขาน่าจะทำเกล้าแบบเรโทรๆได้
ก็บอกให้เขาทำดังนั้น และออกมาก็เซอร์ไพรส์เลยแหละ ดีกว่าที่คิดมาก
ที่ทำใจไว้ว่าอาจจะออกมาหัวใหญ่เป็นเจ้าสาว Mars Attack
ก็เป็นทรงเรโทรตีโป่งเก๋ไก๋ แถมทำให้ดูสูงขึ้นอีกต่างหาก
ที่มากกว่านั้นคือ สามารถช่วยเราใส่สุ่มชุดเจ้าสาวได้ด้วยเนี่ยสิ 555

.

.
และนี่คือ outcome ที่ได้จากงานเช้า และงานเย็น
(แอบอาย เพิ่งเป็นมหากาพย์ตอนแรกที่เปิดเผยตัวตน เอิ๊ก)
งานเช้าเหมือนพ่อมาก (ปรกติก็เหมือนอยู่แล้ว)
งานเย็นแอบเหมือนไปทางแม่
(เอ๊ะ แล้วสรุปว่าดีไหมเนี่ย อิอิ)
ผลงานออกมาพอใจมาก โดยเฉพาะงานเย็น ทั้งหน้าและผมเลย
(รอดตัวไป)

.

.

.

ตอนหน้าจะเป็นเรื่อง ตารางเวลา + งบประมาณเนะ

.

มหากาพย์ เตรียมงานแต่งงาน #malimeekob (3) – ช่างภาพ

ตอนที่ 3
ว่าด้วยเรื่อง ช่างบันทึกหน้าที่แต่ง และช่างที่แต่งหน้าให้บันทึก

.
ฮก หรือสถานที่จัดงาน ผ่านไปแล้ว
ตอนที่ 3 นี่
เรามาว่าด้วยเรื่องของ ลก ดีกว่า
ตอนแรกจะควบลกกับซิ่วแล้ว
แต่ดูท่าทางแค่ลกก็คงยาวจะแย่
งั้นขอยกซิ่วไปตอนที่ 4 ก็แล้วกัน

.

.
หลังจากที่เรารู้ฤกษ์แล้ว ก็ถึงเวลาค้นข้อมูลไปเรื่อยเจื้อย
ระยะนี้จะได้ใช้งาน Favorite ของ Web browser กันกระจาย
ไฟล์ที่เซฟไว้ก็จะเต็ม desktop เราไปหมด

รวมไปถึงภาพสวยๆงามๆของงานแต่งที่เราเก็บไว้กันด้วย

.
เรามาว่ากันด้วยเรื่องของ ช่างภาพนิ่ง กันก่อนดีกว่า

.

.

นายภาพนิ่งที่รัก

เขาว่ากันว่าการมีเพื่อนเป็นช่างภาพเป็นลาภประเสริฐ
แต่ถ้าไม่มี เราก็ไปหาลาภเอาดาบหน้าก็ได้
ช่างภาพก็มีอยู่ค่อนข้างมาก และหลายระดับ หลายสโคปการทำงาน

.
มีปัจจัยในการเลือกนายภาพนิ่งที่รัก ดังนี้

.

.
1. ประเภทของภาพ

.

ขอแบ่งภาพนิ่งในงานแต่งเป็น 3 ประเภท ก็แล้วกัน

.

ภาพนิ่งตรงฉากถ่ายรูป

สำหรับงานเลี้ยงที่เป็นไปแบบค่อนข้างปรกติสังคม
ก็ไม่พ้นที่จะมีฉากถ่ายรูป เอาไว้ให้บ่าวสาวยืนฉีกยิ้มเป็นพร็อพให้คนอื่นถ่ายรูปด้วย
ประโยชน์ของมันคือ ทำให้รู้ว่าใครมางานบ้างแบบเร็วๆ
ถึงแม้บ่าวสาวจะไม่ซีเรียส เพื่อนบ่าวสาวไม่ซีเรียส แต่สำหรับผู้ใหญ่ ในทางสังคม
พวกท่านจะต้องเช็คว่า ใครมางานบ้าง และใครให้ซองบ้าง ให้มาเท่าไหร่
เพื่อที่เวลาที่พวกท่านไปงานของคนอื่นบ้าง
ท่านก็จะใส่ซองกลับให้ไม่น้อยกว่ากันเพื่อเป็นมารยาทที่ดี
(จึงเป็นจุดที่เราไม่คิดว่า เงินที่ได้จากซองแต่งงานมาเป็นเงินได้เปล่านะ
มันคือเงินภาษีสังคมที่เราก็ต้องนำไปเวียนกลับเข้าสู่ระบบเหมือนกัน)
จุดนี้ มักต้องอาศัยการเซ็ตไฟด้วย เพื่อให้ภาพชัดเจนแน่ๆ
ไม่ใช่แค่มีกล้องตัวเดียวถ่ายแล้วจบ
จึงมักต้องใช้บริการนายภาพนิ่งที่เขามีอุปกรณ์พร้อมอยู่แล้ว

ภาพขั้นตอน,พิธี

ก็คือภาพทั่วไปที่ไม่ได้ถ่ายตรงฉาก แต่จะถ่ายช็อตสำคัญๆในงาน รวมไปถึงพร็อพสำคัญๆ
เช่น สมุดลงทะเบียน เครื่องตกแต่งสถานที่อื่นๆ เค้กแต่งงาน ภายในสถานที่จัดงาน เวที
ช็อตที่บ่าวสาวเดินเข้างาน ผู้ใหญ่ บ่าวสาวพูดบนเวที ไชโยโห่ฮิ้ว ตัดเค้ก โยนดอกไม้
ช็อตพิธีสงฆ์ ตักบาตร สวมแหวน หลั่งน้ำ เดินเข้าโบสถ์ กล่าวคำสาบาน จูบ เดินออกจากโบสถ์
มักใช้

ภาพแคนดิด

แคนดิดคือภาพเก็บรายละเอียด สิ่งละอันพันละน้อย รวมไปถึงเก็บตกอารมณ์ที่เกิดขึ้นในงาน
ภาพที่ออกมามักจะไม่มีการเก๊กของนายแบบนางแบบ ออกแนวถ่ายทีเผลอ
เพราะแบบที่ตั้งใจเก๊กกัน ก็มีอยู่ในภาพสองประเภทด้านบนอยู่แล้ว

.
ช่างภาพแต่ละเจ้า เขาก็จะมีบอกอยู่แล้วว่าเขาถ่ายภาพแบบไหนบ้าง
บางเจ้าถ่ายแต่แคนดิด และถ่ายออกมาเป็นดิจิตัลอย่างเดียว
บางเจ้าถ่ายหมดทุกอย่าง รวมไปถึงการทำอัลบั้มเข้าเล่มให้ด้วย
ถ้าเจ้าไหนระบุการถ่ายว่าถนัดถ่ายประเภทนี้ๆ
เช่น เขาบอกว่าถนัดถ่ายแคนดิดก็ไม่ต้องไปตื๊อให้เขาถ่ายหน้างานด้วย
นอกจากจะอยากให้งานตัวเองเป็นหนูทดลองฝีมือ

.

ภาพแคนดิดถือว่าเป็นภาพเสริม ถ้าอยากประหยัดไม่ต้องมีก็ได้
มีแค่สองประเภทแรกก็ครบถ้วนมากพอแล้ว
แล้วค่อยไปเก็บตกแคนดิดเอาที่กล้องเพื่อนที่มาถ่ายเล่นกันในงาน
ซึ่งถึงคุณภาพจะไม่คงที่ แล้วแต่ฝีมือเพื่อนและกล้องที่ใช้ (มักจะเป็นมือถือ)
แต่มันก็ได้รายละเอียดเยอะในหลายๆมุมมองดี

.

อย่างงานเรา มีครบทั้งสามประเภท เราตัดสินใจว่าจะใช้ช่างภาพแคนดิดด้วย
เพราะว่าเป็นงานที่มีแขกเยอะ(มาก) จึงอยากเพิ่มช่างภาพเพื่อเก็บรายละเอียดให้มากขึ้น
และส่วนตัวก็ชอบรูปที่เป็นธรรมชาติอยู่แล้วด้วยล่ะ
แต่งานพิธีเช้าที่คนไม่ถึง 100 คน ก็ใช้ช่างภาพ 2 คนพอ (คนเดียวเสี่ยงที่จะหลุดช็อตไปหน่อย)
ส่วนพิธีเย็น ซึ่งมีแขกราวๆ 700-800 คน ต้องใช้ช่างภาพอย่างต่ำ 4 คน
(ไม่รวมคนถือไฟด้วยนะ)

.

.

.

2. ลักษณะอารมณ์ของภาพที่ชอบ ฝีมือที่ใช่

.

ภาพถ่าย แม้ว่าจะไม่ได้เขียนด้วยมือ แต่ช่างภาพแต่ละเจ้า เขาก็จะมีลายมือเป็นของตัวเอง
มีลักษณะรูปถ่าย มุมมอง มุก ในแบบของตัวเอง
ซึ่งช่างภาพเหล่านี้ เขาโชว์งานมากมายในเว็บเขาอยู่แล้ว เพราะมันเป็นจุดขายหลักของเขา

มีทริคนิดหน่อย
พยายามดูรูปที่เขาถ่ายในสถานที่คล้ายๆหรือเดียวกับสถานที่จัดงานของเราก็ดี
หรือถ่ายงานที่มีตีมงานคล้ายๆกับของเรา
บางงานอลังการงานสร้างมาก อย่าสับสนระหว่างสถานที่สวยกับถ่ายรูปสวย

เราคงแนะนำว่าใครเจ๋งแน่ๆ ไม่ได้ เพราะเรื่องแบบนี้มันขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคน
เอาเป็นว่า เรานำเสนอตัวอย่างของช่างภาพที่เข้าตาเรา และผู้ที่เข้ารอบชิงชนะเลิศละกันนะ

.

.
เจ้าแรกที่เรานึกถึงเลย
Pamfolio http://www.pamfolio.com/
ประทับใจในอารมณ์ของรูปถ่ายตอนที่เขาไปถ่ายให้งานเพื่อนที่จัดที่เอวาซอน ปราณบุรี
อารมณ์ของรูปถ่ายจะออกเหมือนงานเมืองนอก แนวอินเตอร์นิตยสารฝรั่ง คลาสสิค
ธรรมชาติ ไม่ฉูดฉาด และตัวภาพพูดได้ ถ่ายได้ดีทั้งระยะไกลและใกล้

ตัวอย่างรูป

.

เจ้าที่สอง ก็จากงานเพื่อนอีกนั่นแหละ
Brilliant Day by Bigfoto http://bigfoto.multiply.com/
สไตล์ภาพจะสีสันมากกว่า Pamfolio มุมมองผ่านเกณฑ์มาตรฐานสบายๆ
ยกเว้นว่า บางทีรู้สึกภาพเอียงไปเอียงมาเยอะไปหน่อย
ส่วนตัวเราจะชอบให้ตั้งกล้องแนวนอน หรือแนวตั้งไปเลย มีเอียงประปรายก็พอ
ภาพที่สื่อออกมาจากเจ้านี้มักจะแฝงความหวือหวาไว้นิดๆถึงมากๆ

ตัวอย่างรูป

.

เจ้าที่สามหามาจาก weddingsquare
Phatstudio http://phat99.multiply.com/
คนนี้ก็ผ่านมาตรฐานเช่นกัน มุมมองและการ process สี ดีเลยแหละ
แอบให้คะแนนมากกว่า Bigfoto นิดหน่อยด้วยตรงที่มุมมองภาพไม่ค่อยเอียงไปเอียงมา เอิ๊ก
ภาพที่สื่ออกมาก็จะดูนิ่งแต่ยังมีพลัง มีความละมุนละไมของภาพ

ตัวอย่างรูป


.

เจ้าที่สี่ ก็มาจาก weddingsquare เช่นกัน
A Fotoforever http://www.fotoforever.net/
มุมมองไม่เบา ตัวภาพเล่าเรื่องได้โอเค ถนัดแนวอลัง คอนทราสเยอะ เส้นคมชัด
ก็เป็นอีกหนึ่งเจ้าที่น่าจะขายดีอยู่นะ ดูจากฝีมือแล้ว ภาพก็จะออกเป็นแนว masculine
หรือเรียกว่า ออกแนวแมนๆ เช่นกัน
ตัวอย่างรูป

.

เจ้าที่ห้า ผุดขึ้นมาจากความทรงจำ
13maysa http://www.13maysa.com/
ติดตามมาตั้งแต่คุณสงกรานต์หัดเล่นกล้องใหม่ๆในพันทิป.คอม จนถ่ายเป็นเรื่องเป็นราว
นับว่าเป็นอีกคนที่รูปมีลายเซ็นของตัวเองชัดเจน
มีความคมชัดฉัวะเฉียะ การโพรเซสสีสันค่อนข้างจัด ที่ชอบที่สุดคือภาพมันพูดได้
ไม่ออกละมุนละไมหวานนุ่มฟูเหมือนภาพแต่งงานส่วนใหญ่ ถึงนุ่มก็จะนุ่มแมนๆ
พี่หมีเรียกรวมๆว่าสไตล์ภาพข่าวอาชญากรรม -_-!
เอาเหอะ มาดูตัวอย่างรูปกัน

ตัวอย่างรูป


.

.

เป็น 5 เจ้าที่เราชอบทั้งหมด และส่วนใหญ่มีสไตล์การถ่ายภาพเป็นของตัวเองชัดเจน

.

.

.

3. งบประมาณ วิธีจ้าง

.

ช่างภาพจะคิดค่าถ่ายรูปเป็นคิวๆไป
เช่น รอบพิธีเช้า หนึ่งคิว รอบงานเลี้ยง หนึ่งคิว ก็รวมเป็นสองคิว
ในกรณีที่ใช้ช่างภาพชุดเดียวกัน

จะบอกว่า ช่างภาพประสบการณ์สูงๆที่ถูกๆน่ะหายาก นอกจากจะรู้จักกับเขาแล้วบีบคอมา
ถ้าพิธีจัดเต็ม งานเลี้ยงจัดเต็ม แล้วจะเอาภาพดีด้วย
ควรจะเตรียมงบสำหรับภาพนิ่งเอาไว้ไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท
(สำหรับ 2 คิว ในกรณีที่ไม่ได้มีความสิเน่หาเป็นการส่วนตัวกับทีมช่างเพื่อได้ลดพิเศษ)
ถ้าแขกเยอะ ราคาก็อัพขึ้นไปใหญ่
ช่างภาพเดี่ยวๆคนเดียว ราคาอย่างต่ำต่อคิวก็คิวละ 5,000 บาทอัพขึ้นไป

ราคาช่างภาพ ส่วนใหญ่ก็ให้ไว้ทางหน้าเว็บอยู่แล้ว
มีเพียงบางส่วนที่ไม่รู้พี่จะต้องให้เมลไปถามทำไม
ในเมื่อข้อมูลมันไม่ใช่ความลับอะไรเลยที่จะต้องมากลัวช่างอื่นตัดราคา
ก็ถ้าอยากได้ราคาจริงๆ ก็อีเมลไปแล้วกัน

.

ส่วนลักษณะการจ้าง ก็มีประมาณนี้

แพ็กเกจสตูดิโอ

บางคนอาจจะใช้แพ็กเกจของเวดดิ้งสตูดิโอไปเลย
มีข้อดีชัดๆก็คือ สำหรับคนที่พอใจในผลงานการถ่ายรูปของสตูอยู่แล้ว
ก็อาจจะได้แพ็กเกจถ่ายรูปที่ถูกลง ได้อะไรมากกว่า เช่น ได้ชุดด้วย อะไรด้วย
ทั้งชุด ภาพนิ่ง อุปกรณ์ และวิดีโอ อันนั้นก็จึงกรุณาเห็นตามสมควร
แต่อย่างน้อย แต่ละคิวที่เป็นช่างภาพนิ่งมืออาชีพ ต้องมี
ช่างกล้อง 1
ช่างยกไฟ 1
แต่ถ้าได้ช่างกล้อง 2 ขึ้นไป ก็จะยิ่งดี
เพราะถ้าเป็นในส่วนพิธี บางทีเวลาเดียวกันต้องถ่ายหลายๆมุม
ถ้าคนเดียวก็จะได้มุมเดียวเท่านั้น
ส่วนงานเลี้ยง แขกยิ่งมาก ก็ยิ่งต้องอัดช่างกล้องเพิ่ม
อย่างที่บอกไว้ข้างต้นแล้ว

แต่ก็ศึกษาดีๆว่าสตูนั้นเคยมีปัญหาเรื่องเปลี่ยนช่างภาพหรือเปล่า
ไม่ใช่วันงานเอาช่างที่ไหนไม่รู้มาให้เรา ซึ่งภาพออกมาคนละแบบกับที่เราชอบ
ซึ่งก็พยายามเลือกสตูที่ไว้ใจได้ มีชื่อเสียงมานาน ก็ละกัน

จ้างช่างภาพงานแต่งงาน

ก็คืออย่างที่เราหาข้างบนแหละ ทั้งหมดคือช่างภาพงานแต่ง
ข้อดีชัดๆก็คือ เขาจะรู้ sequence พิธีการ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงก็พอจะ improvise ได้
รู้มุมที่จะถ่ายงานแต่งงานให้สวย เห็นชัด ไม่พลาดช็อตเด็ด
และแน่นอน ยิ่งเป็นช่างภาพขายดี มีลายเซ็น คิวฮอต ราคาก็ยิ่งสูง
อาจจะสูงไปได้ถึงคิวละ 50,000 ในขณะที่บางเจ้ารวมกันสองคิวยังไม่ถึง 35,000 ก็มี

จ้างช่างภาพทั่วไป นักศึกษา หรือบีบคอเพื่อนให้มาถ่ายให้

ถ้าช่างภาพทั่วไป หรือเพื่อนที่มีประสบการณ์การถ่ายภาพแต่งงานมาบ้าง ก็โอเค
ข้อดีคือ ทางเลือกนี้ เทียบกับการจ้างช่างภาพงานแต่งงานโดยตรง
อาจจะถูกกว่า – ถูกกว่าม้ากกก หรือ ไม่เสียตังสักแดง ก็เป็นไปได้
แต่ข้อเสียก็คือ สเต็ปจะไม่แม่น จะไม่รู้ว่าเวลานี้ตัวเองควรจะไปยืนเตรียมอยู่ตรงไหน
มุมมองจะไม่จับวางเท่าคนที่เขาทำบ่อยๆ
ถ้ายิ่งจ้างหลายๆคนรวมกัน ก็จะยิ่งขัดกันเองได้ง่าย
แล้วถ้ายิ่งไม่ได้มีประสบการณ์การถ่ายรูปเท่าไหร่ หรือไม่ได้มีฝีมือในการถ่ายรูป
ก็ต้องมาลุ้นตัวโก่งกันว่า รูปออกมาจะหมู่หรือจ่ากันแน่

.

.

จากข้อมูลที่ได้ ทำให้เราคิดว่า ทางที่ดีที่สุด ต่อคิวนึง (รอบเช้า หรือ รอบเย็น)
ก็ให้ทีมๆหนึ่งทำไปเลยทีเดียว
ถ้ามีการเซ็ตอัพไฟและอุปกรณ์เพื่อถ่ายรูปหน้างานด้วย
ก็ควรจะจ้างเขามาเป็นทีมเดียวกันไปเลย
เพราะการจ้างหลายๆที่มารวมกัน ถึงแม้จะถูกกว่ากันนิดหน่อย
(ตอนแรกเราก็ลองคำนวณเล่นแร่แปรธาตุดู ประหยัดได้ไม่กี่พัน)
แต่มันจะทำให้การทำงานไม่เป็นทีม จะขัดมุมมองกันเอง และอาจจะได้ภาพที่ซ้ำๆกัน
เพราะแต่ละเจ้าก็อยากได้ภาพที่เจ๋งๆที่สุด
จะมาอาศัยว่าให้ช่างภาพทุกคนไปคุยกันเอง แต่มาจากคนละเจ้า มันก็ไม่ใช่เรื่อง

หรือถ้าต้องการจ้างแยกทีมจริงๆ เพราะคำนวณแล้วประหยัดกว่ากันโขๆ
บ่าวสาวเองต้องแม่นการวางคิวให้ช่างภาพ จะให้ใครถ่ายอะไร ณ จุดนั้นๆต้องยืนตรงไหน
อยากได้ภาพแบบไหนในแต่ละจุด
ไม่ใช่แค่จ้างมาแล้วปล่อยให้เขาเดินถ่ายเปะปะเอง
ยิ่งเป็นช่างที่ประสบการณ์น้อย ทักษะน้อย (แต่ถูกกว่าเยอะ) เราก็ยิ่งต้องช่วยดูแลด้วย

.

.

เราก็เลยมีตรรกะคร่าวๆในการเลือกช่างภาพนิ่ง ดังนี้

.

สรุปว่า นายภาพนิ่งที่รักของเรา หวยไปออกที่ทีม 13maysa จ้าาา
คือ อยากให้ภาพออกมาเป็นแบบข่าวอาชญากรรม -_-!
ไม่ช่ายยย คือจริงๆเราชอบภาพที่ละมุนละไมละม่อมนะ
แต่ชั่งดูแล้ว เราชอบภาพที่พูดได้อะ ซึ่งภาพจากทีมคุณสงกรานต์เขาสามารถ
และลายเซ็นของภาพค่อนข้างจะมีเอกลักษณ์
และแม้ว่าราคาจะอยู่ในระดับที่ค่อนไปทางสูง
แต่ก็ไม่ถึงกับสูงจนต้องขอตัดใจทันทีจากตัวเลือก
อย่าง pamfolio นี่ อยากได้นะ ชอบที่สุด แต่ด้วยการจัดสรรงบประมาณแล้ว
ทีม 13maysa เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของงบขั้นสูงที่สุดที่เราจ่ายได้สำหรับช่างภาพนิ่ง
(ล่าสุด ราคาทีม 13maysa สองคิว อยู่ที่ประมาณห้าหมื่นบาทแล้วเน่อ)

และจากการทำงานในวันงาน
การทำงานของทีม 13maysa ทำให้เรารู้สึกว่า เราวางใจเขาได้ตลอดรายการ
ซึ่งเราว่าตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ไม่งั้นวันงานจะเป็นอะไรอีกสิ่งที่นอยบ่าวสาวสุดๆ
(แต่ถึงตอนนี้ รูปยังไม่ได้นะ แฮ่ๆ ต้องรอ 1 เดือนง่า ไว้จะมาอัพเดทรูปให้ดูนะ)

.

ป.ล.
เกือบลืมไปอีกอย่างหนึ่ง
ส่วนตัวเราคิดว่า หลังแต่งงานใหม่ๆ
แน่นอนว่า ทุกคนต้องอยากดูรูปถ่ายงานแต่งแทบแย่ใช่ไหม
ไม่ต้องฟูลเซ็ตก็ได้ แต่อยากได้ teaser ออกมาให้เสพบ้าง
คืออารมณ์ตอนนั้นอะ เราว่าใครที่แต่งงานแล้วก็คงเข้าใจดี
เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ตอนแรกเราคิดว่าจะจ้างช่างภาพแคนดิดอีกคนนอกทีมงาน
เพื่อเขาจะได้ถ่ายรูปและส่งให้เราภายในไม่กี่วันได้
แต่ในที่สุดเราก็ไม่ได้จ้างเขา เพราะให้ความสำคัญกับคิวถ่ายรูปที่จะไม่ขัดกันมากกว่า
แต่มันก็ทำให้เราต้องรอรูปจริงทั้งหมดหนึ่งเดือนเศษๆง่ะ
อย่างไรก็ตาม รูปที่เพื่อนๆถ่ายเล่นให้ในงาน นับว่าเยอะโขอยู่ ขอบคุณเทคโนโลยี ไม่งั้นรอเงกเลย
ส่วนตรงนี้ เราว่า ช่างภาพแต่ละทีม มีการทำงานและการส่งงานที่แตกต่างกัน
เราก็เห็นช่างภาพหลายๆคนที่เขาก็มีตัดงานเร็วกว่านี้นะ
เราว่าตรงนี้ ตอนที่เจรจาคิวงานกัน ถามเขาด้วยก็ดีว่าจะมีรูปบางส่วนให้ดูเลยหรือเปล่า
ถ้าทีมที่เราหมายตาไว้ บอกว่าต้องรอรูปเป็นระยะเวลาเหงือกบานแบบนี้
ก็ลองชั่งดูว่า อยากทนรอ หรืออยากจ่ายเพิ่มอีก เสี่ยงขัดคิวถ่ายภาพหน่อย
แต่ได้ภาพมาเสพเร็ว สนองนี้ดอันพลุ่งพล่านหลังแต่งงานมากกว่า ก็แล้วแต่เลย

.

.

.

.

.

นายภาพเคลื่อนไหว

วิดิโอมีประโยชน์ตรงไหน ต้องบอกไหมเนี่ย
เอาเป็นว่า บริการวิดีโอเดี๋ยวนี้ มีสามประเภทละกัน

.

ประเภทแรก วิดีโอเก็บรายละเอียดงาน
ก็คือวิดีโอแบบ default แหละ ถ่ายตลอดงานเหมือนปรกติธรรมดา
ตั้งแต่เริ่มงาน มีพิธีอะไรบ้าง สเต็ปอะไรบ้าง หนึ่งสองสาม จนจบงาน
แบบนี้คือที่รู้จักกันอยู่แล้ว

.

ประเภทสอง ถ่ายทอดสดในงาน
ถ่ายทอดสดให้คนในห้องเห็นว่า คนนอกห้องมีใครมาบ้าง
ถ่ายทอดสดให้คนในมุมห้องหนึ่งเห็นว่า อีกมุมห้องหนึ่งมีใครบ้าง
เซ็ตนี้อุปกรณ์ก็จะเป็นคนละแบบกับการบันทึกวิดีโอไปเลย

.

ประเภทสาม cinematography
เป็นการนำเอาไฮไลท์ของงานมาเรียบเรียงตัดต่อสวยๆ ยัดเพลงลงไป ระเบิดตูม
กลายเป็นโกโก้ครันช์ เอ้ย มิวสิควิดีโอของเรา ยาว 3-7 นาที
เห็นน้อยๆอย่างนี้ เผลอๆราคาสูงกว่าประเภทแรกอีกง่ะ
เพราะอุปกรณ์จะเป็นคนละชุดกัน และใช้คนมากกว่า
ภาพจะเหมือนถ่ายหนังมากกว่า
เจ้าที่ดังๆที่อาจจะเห็นกันตาม youtube บ่อยๆก็จะมีสองเจ้า
ได้แก่

.
ช่างวิดีโอเป็นสิ่งที่เราตัดสินใจเลือกไม่กี่วันก่อนงาน
ไม่ใช่เพราะอะไร คือกลัวว่าถ่ายไปก็ไม่ได้ดู แล้วก็จะเสียดายตัง ^^”
คือถ้าไม่มีคนรู้จักทำบริการถ่ายภาพ ก็อาจจะยุ่งอยู่เหมือนกัน
เราได้ทีมช่างวิดีโอทั้งเช้าและเย็นจาก BB and B modern studio
http://www.bbbstudio.net/
ซึ่งเป็นเวดดิ้งสตูดิโอแถวแยกงามวงศ์วานที่หนึ่งในลูกเจ้าของรู้จักกัน
ก็ให้บริการเต็มที่เช่นกัน และเป็นมืออาชีพดีเลย สมกับที่งานเยอะ

ช่างวิดีโอก็เหมือนช่างภาพนิ่ง ถ้าได้คนที่รู้คิวงาน ทักษะดี ก็จะได้ภาพดีๆ
เราตัดสินใจว่า พิธีเช้า ไม่ยาวมาก ก็จะให้เป็นวิดีโอเก็บงาน ประเภทแรก
และขอให้ทางทีมรีบตัดเอาไฮไลท์มาเปิดงานเย็น ความยาวสัก 3 นาที
ซึ่งทางทีมก็ใจดีตัดมาให้ตรงเวลาเป๊ง

.

ส่วนงานเย็น ตอนแรก จะเอาประเภทสองด้วย
เพราะรู้สึกมันเก๋ๆดี คิดไปคิดมา ใครจะมายืนดูฟะ ต้องเป็นพวกไม่มีเพื่อนไรงี้สินะ 555
ก็ตัดสินใจตัดออกแล้วให้บันทึกวิดีโออย่างเดียวดีกว่า
ซึ่งการบันทึกวิดีโอ เราก็ตัดสินใจใช้ประเภทสาม แทนที่จะเป็นประเภทหนึ่ง
เพราะเท่าที่เคยเห็นมา ภาพเคลื่อนไหวในประเภทที่หนึ่ง กับภาพนิ่ง มันทับซ้อนกันอยู่
วิดีโอเขาก็จะพยายามเก็บแขกให้ได้มากที่สุด
และการเก็บแขกให้ได้มากที่สุดก็คือการเก็บที่หน้างาน
แล้วทีนี้ เราก็คงไม่มานั่งดูภาพคนเดินเข้ามาถ่ายรูปกะเราที่หน้างานเป็นชั่วโมงๆ
มันต้องน่าเบื่อน่าดูเลยแหละ อาจจะทนดูเองได้ไม่กี่นาทีด้วยซ้ำ
คือประเภทที่หนึ่ง มันก็มีข้อดีตรงที่ มันเก็บทุกขั้นตอน สำหรับคนที่กลัวพลาด
ประเภทที่สาม มันจะมีแต่เฉพาะภาพที่เราดูแน่ๆ เช่น ตอนตัดเค้ก อะไรงี้
ถึงมันไม่ได้เก็บทุกคำพูด แต่มันก็ remind ความรู้สึก ณ moment นั้นได้อยู่

.

จริงๆมันก็จะเอาทั้งประเภทที่หนึ่งและประเภทที่สามก็ได้นะ
ไม่ผิดกติกา หลายๆคนก็เอาทั้งคู่
แต่ราคามันก็ดับเบิ้ลอะ ก็แล้วแต่ว่าเราจะยอมจ่ายหรือเปล่า
ในที่นี้ เราว่า ราคาสามสี่หมื่นสำหรับการเก็บงานเช้า และ cinematography
มันก็สุดๆของเราละ

แต่กว่าที่จะตัดอะไรออกไปได้ มันก็ลำบากใจนะ

.

ส่วนหนึ่งที่จะทำให้งบบานปลายในงานแต่งงาน
ก็เพราะกลัวเก็บบันทึกอะไรไม่ทุกเม็ดนี่แหละ
ก็จะเผื่อว่าๆ จนงบบานปลาย
จริงๆเผื่อไว้ก็ดี แต่บางอย่างก็ต้องตัดใจให้ได้อะนะ

.

.

มหากาพย์ เตรียมงานแต่งงาน #malimeekob (2) – สถานที่

.

เนื่องด้วยมีคนรีเควสท์มหากาพย์ตอน 0 ว่าด้วยเรื่องการขอแต่งงาน
เราก็อยากจะเขียนอยู่ล่ะนะ แต่มันไม่มี material ให้เขียนนี่อะซี่
ชีวิตจริงช่างไม่ค่อยมีโหมดดราม่า ฉากหลั่งน้ำตา อะไรงี้
สองคนบวกทางบ้าน ตกลงว่าถึงเวลาแต่งงาน ก็แต่งงาน
ถามว่าอยากมีซีนอย่างนั้นในชีวิตไหม ก็ตอบตามตรงนะ ว่าอยาก
แต่ถ้ามันไม่มี ก็ไม่เป็นไร
ให้รู้ไว้ว่า ยังไงเราก็เต็มใจใช้ชีวิตที่เหลือด้วยกัน อะกี๊ยๆๆ ค้วกเคี้ยก
(รู้สึกตัวเองจะคล้ายมาดามมดเข้าไปทุกวัน)

คู่ไหนที่ไม่มีซีนขอแต่งงานจากผู้บ่าว ก็อย่าน้อยใจไป
(น้อยใจเล่นๆ ไซโคเป็นระยะได้ อย่าจริงจัง)
เรามาดูความดีที่ผู้บ่าวสั่งสมมาดีกว่า
อย่างพี่หมี ทุกครั้งที่เราไปวัดไปวา หรือที่ไหนต้องถอดรองเท้า
พอออกมา พี่หมีก็จะออกมากลับรองเท้าเราให้สะดวกกับการใส่
และยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่พี่หมีทำให้สม่ำเสมอ
เวลาเห็นเขาทำให้อย่างนี้ทีไร
ก็เหมือนเขาขอแต่งงานเราอยู่เรื่อยๆอยู่ละ ^^

.

เหตุผลที่คนเราแต่งงานกัน มันไม่ใช่เพราะว่ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอแต่งงาน
แต่มันก็ต้องเป็นเพราะว่าต่างฝ่ายต่างรักกัน
อยากสร้างครอบครัวร่วมกัน และจะอยู่กันไปตลอดชีวิต ต่างหาก สินะ

.

.
ลืมบอกงบประมาณคร่าวๆของซินแสไป
มีตั้งแต่ไม่กี่ร้อย จนเหยียบหลักหมื่น
อันนี้แล้วแต่ความพึงพอใจก็แล้วกัน

จะว่าไป เรื่องของงานแต่ง มันก็เรื่องของความพึงพอใจทั้งนั้นล่ะนะ

.
เอ้า เรามาเข้าตอนที่สองกันดีกว่า

.

.
ตอนที่ ๒
ว่าด้วยเรื่อง สถานที่

.
โล่งใจกับฤกษ์ที่ได้มาแล้ว
(ทำไมหลังจากนั้นรู้สึกพี่หมีจะดี๊ดาออกหน้าออกตาอย่างน่าหมั่นไส้ก็ไม่รู้)

เราก็มา Brainstorming พร้อมกับเตรียมจองสามสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฮกลกซิ่ว กันได้เลยตั้งแต่เนิ่นๆ

ฮกลกซิ่วที่ว่านั้น ได้แก่

1. สถานที่จัดงาน หัวใจอีกดวงหนึ่งของงาน คงไม่ต้องบอกว่าทำไม
2. ช่างกล้อง จะประทับใจหรือเป็นตราบาปไปตลอดชีวิต ก็คนนี้
3. ช่างแต่งหน้า คู่อาฆาต จะประทับใจหรือเป็นตราบาป ก็คนนี้เช่นกัน 55555

ในตอนนี้ เราขอพูดถึง ฮก คือ สถานที่จัดงาน ก่อนละกัน
ส่วน ลก กับ ซิ่ว ขอยกไปตอนหน้า จะได้ไม่ยืดยาวกันเกินไป

.

.
กาลเทศะ มาจากคำว่า กาละ ที่หมายถึง เวลา
และคำว่า เทศะ ที่หมายถึงสถานที่
มาเจ๊อะ มาพบ มาคู่กันกลายเป็นคำเดียว

.

อันคำว่า กาลเทศะ เป็นคำเดียวกันฉันใด
เวลา กับ สถานที่ ก็ต้องมาด้วยกัน ทูอินวัน ราวกับหยินหยาง
ราวกับกิ่งทองใบหยก ราวกับราวตากผ้ากับไม้หนีบผ้า ฉันนั้น
เพียงแต่ กาละ มาก่อน เทศะ
เรื่องฤกษ์ เรื่องเวลา จึงจำต้องมาก่อนสิ่งใด กลายเป็นตอนที่ ๑ ไปแล้ว เอวังไปครั้งก่อน

.

.
สถานที่จัดงานแต่ง
หมายถึง สถานที่ที่จะจัดพิธีแต่งงาน และ งานเลี้ยงแต่งงาน
ซึ่งมันก็มีปัจจัยในการเลือกอยู่ในที่นี้ 4 ประการด้วยกัน

.
1. ฤกษ์เขาว่าไงนะ

.

ฤกษ์ในแต่ละที่ที่ให้มา จะมีความแตกต่างทางด้านรายละเอียด
บางที่ให้มาเยอะ และกำหนดเป๊ะๆ บางทีให้มาชิลๆ
หลักๆก็คือ ฤกษ์ปูเตียง สวมแหวน และส่งตัว

ถึงแม้ว่าเวลาเรานึกถึงงานแต่งงาน เราจะนึกถึงภาพงานเลี้ยงเป็นหลัก
แต่จริงๆแล้ว ที่สำคัญกว่า และถือว่านั่นคือการแต่งงาน
นั่นก็คือ พิธีแต่งงาน กระบวนการเหล่านี้นี่แหละ ที่ต้องมีฤกษ์กำหนด
ส่วนงานเลี้ยง มันก็คือการประกาศให้ชาวบ้านชาวช่องรู้ว่า
เค้ามีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้วนะตัว อะจี๊ยๆๆ
ซึ่งปรกติชาวบ้านเขาจะจัดกันหลังจากได้ทำพิธีไปแล้ว
ใครจัดงานเลี้ยงก่อนพิธีแต่ง ก็คงจะฮาแปลกๆอยู่เหมือนกัน

วันเวลาในฤกษ์ มีส่วนในการตัดสินใจด้านสถานที่เสมอๆ
เช่น ถ้าได้ฤกษ์สวมแหวนตอนตีสี่ แขกที่ไหนจะมา ขนาดญาติยังไม่ค่อยอยากตื่น
ก็ตัดความเป็นไปได้ว่าจะเชิญแขกได้เยอะๆตอนทำพิธีออกไปเลย
หรือถ้าได้ฤกษ์เวลาเย็นหรือบ่าย
ก็ทำให้จัดงานเลี้ยงในวันนั้นไม่สะดวกแล้วเพราะจะแทบทำอะไรไม่ทัน
ซึ่งแน่นอน ถ้าเป็นฤกษ์กำหนดเองเออเอง ไม่มีทางจะกำหนดเวลาแบบนี้
ก็จะสะดวกในการจัดวันเวลาตามใจชอบมากกว่ากันแยะ

.

.

2. ความชอบ

.

ในที่นี้คือ แยกงาน รวมงาน รวมวัน แยกวัน
เพราะว่า งานเลี้ยง ไม่จำเป็นต้องอยู่วันเดียวกับวันที่ทำพิธีแต่ง(หมั้น)
คงนับระดับเยอะได้ประมาณนี้

มินิมัลลิสต์
เอาฤกษ์ไปจดทะเบียนอย่างเดียว พอ จบ
ไม่ต้องมีคำบรรยายใดๆสักคำให้ลึกซึ้ง
ปิดบล็อกมหากาพย์นี้ไปได้เลย ขอให้โชคดี มีกะตังอยู่ครบ

ทำพิธี แต่ไม่มีเลี้ยง
ทำพิธีให้ถูกต้องเพื่อความสบายใจและเป็นทางการของทั้งสองบ้าน
ไม่ต้องมีเลี้ยงป่าวประกาศ พอเพียงแค่นี้
อย่างนี้สถานที่เดียวจบ

ทำพิธีเสร็จ เลี้ยงเลย
ถ้าคิดว่าคนจะมาเยอะ และจะไม่ยืดงาน จะปล่อยแขกไปมีชีวิตของตัวเองเร็วๆ
เสร็จพิธีก็เลี้ยงได้เลย แล้วก็จบกัน
อย่างนี้สถานที่เดียวก็จบเหมือนกัน

ทำพฺิธีเช้า เลี้ยงเย็น
สามารถทำพิธีเช้าได้ ขมวดจบภายในเที่ยงได้ แต่อยากเยอะขึ้นมาอีกหน่อย
ซึ่งสถานที่เช้า กับสถานที่เย็น จะเลือกให้เป็นที่เดียวกัน หรือคนละที่ก็ได้อยู่
แค่ต้องไม่ไกลขนาดคนละโลก คนละจังหวัดเท่านั้น

ทำพิธีหนึ่งวัน เลี้ยงอีกวัน – จะแถมเลี้ยงหลังพิธีอีกก็ได้
มักจะเป็นในกรณีที่เวลาฤกษ์มันไม่ค่อยอำนวยให้ยัดทุกอย่างได้ในวันเดียว
หรือจำเป็นต้องเดินทางไกลไปมาระหว่างบ้านเจ้าสาว-เจ้าบ่าว เพราะอยู่ไกล
สถานที่ก็มักจะไม่ใช่ที่เดียวกัน
หรือยังจะเป็นที่เดียวกันก็ได้ ถ้าสถานที่เกิดประทับใจจ๊อดมาก

ทำพิธีหลายวัน เลี้ยงอีกหลายวัน
มักจะเป็นในกรณีที่แต่ละบ้านมีพิธีในแบบตัวเอง ซึ่งมักจะอยู่คนละพื้นที่ด้วย
เช่น คนจีนแต่งงานกับคนภาคเหนือ ก็อาจจะทำพิธีทั้งแบบเหนือ และแบบจีน
(ตอนไปดูฤกษ์ ก็คงต้องระบุด้วยว่าจะให้พิธีไหนสำคัญเป็นเอก
หรือให้ซินแสดูมันทั้งหมดเลย)
และที่ต้องเลี้ยงหลายวัน ก็เพราะมีแขกแยกพื้นที่กัน ไม่สะดวกในการเดินทาง
แน่นอน ต้องมีมากกว่าหนึ่งสถานที่อยู่แล้ว

.
ส่วนตัวฤกษ์สวมแหวนเราอยู่ที่ 7 โมงเช้า – 9 โมงเช้า
ส่งตัว 9 – 11 โมงเช้า
ถ้าจะจัดงานเย็นในวันเดียวกัน มันจึงเป็นไปได้
เพราะมีเวลาช่วงบ่ายมากพอที่จะเตรียมตัวโบ๊ะสำหรับงานเย็น
.

ตามธรรมเนียมจีน หลายๆบ้านมักจะแยกวันพิธีหมั้นกับงานเลี้ยง
แต่เราพิจารณาว่า วันเดียวจบ ครบกระบวนความ
มันก็ทำให้เราเตรียมตัวและนัดแนะอะไรรอบเดียวพอ
จึงมีทางเลือกในช่วงต้นไว้สองทาง ก็คือ
พิธีเสร็จเลี้ยงเลย กับ พิธีเสร็จเย็นต่องานเลี้ยง
ซึ่งทางเลือกแรก ก็สถานที่เดียวจบ
ทางเลือกที่สอง จะที่เดียวหรือสองที่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศก็ได้

อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องจะจัดอะไรช่วงไหนบ้าง
ก็คือรูปแบบการจัดงานแบบคร่าวๆที่เป็นไปได้สำหรับคู่ตัวเอง
เช่น โต๊ะจีน หรือค็อกเทล ในสวน หรือในห้อง ในจังหวัด หรือจังหวัดอื่น
เพราะนั่นจะช่วยให้ scope ทางเลือกสถานที่ให้แคบลงไปอีก
รวมไปถึงตีมงาน ซึ่งจะเขียนถึงในตอนต่อๆไป

.

.
3. แขกอะแขก เชิญเท่าไหร่ ธรรมชาติของแขกเป็นอย่างไร

.

จำนวนแขกเป็นสิ่งที่สำคัญสุดสุด เพราะแขกทุกคนเป็นสสารต้องการพื้นที่
ถ้าพื้นที่เล็กไป ก็แน่นอน สสารที่เรียกว่าแขกบางคนจะไม่มีที่อยู่
ถ้าพื้นที่กว้างไป ก็แน่นอน สสารในกระเป๋าตังของเราจะหนีหายไปเกินกว่าเหตุ

จำนวนของแขกในที่นี้ ไม่ต้อง 346 คน 598 คน อะไรงี้
เอาแค่คร่าวๆก็ยังได้ ว่าจะเชิญไม่เกินกี่คน
จะเชิญเพื่อนฝ่ายไหนบ้าง ก็รวบรวมประเมินคร่าวๆก่อน
อย่างน้อยก็ต้องมีตัวเลขกลมๆบ้างล่ะน่าว่าน้อยสุดกี่คน – มากสุดกี่คน
100, 300, 500 บางทีต่างกัน 100 ก็มีความแตกต่างด้านแพ็กเกจโรงแรมเยอะเหมือนกัน
ก็กำหนดคร่าวๆเป็นช่วงจำนวนน้อยสุดมากสุดไปอย่างที่บอก

การที่เราจะประเมินคร่าวๆว่าแขกกลุ่มไหนกี่คน
ง่ายกว่า จะเชิญแขกกลุ่มไหนบ้าง นิดหน่อย
เพราะเมื่อลงจำนวนรายคน มันจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่เยอะ
แต่การที่จะตัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งออกไปหรือเข้ามา มันมีผลมากกก
เมื่อตอนแรกๆที่เราประเมินแขก เราประเมินไว้จำนวนไม่เกิน 400 คน
แต่ไปๆมาๆ เมื่อผู้ใหญ่ตัดสินใจเชิญแขกอีกกลุ่มด้วย
จำนวนแขกมันจึงระเบิด และเมื่อจำนวนแขกระเบิด
มันก็ต้องมารื้อ requirement และข้อพิจารณาสถานที่จัดงานกันใหม่หมดเลย

.

พอได้จำนวนแขกแล้ว ก็จะมองเห็นสโคปของสถานที่ขึ้นมาทันใด
ไม่ว่าสถานที่หมูหมากาไก่อะไร มันต้องรองรับจำนวนแขกที่กำหนดได้

จากนั้นก็มาพิจารณาธรรมชาติของแขก เริ่มจากภูมิลำเนาก็เลย
ถ้าภูมิลำเนาแขกส่วนใหญ่อยู่ที่ไหน (ห้ามเล่นมุก อินเดีย พาหุรัด ยกเว้นว่าแขกจริง)
การจัดงานแถวๆนั้น มันก็เมคเซนส์
นอกจากถ้าจำนวนแขกไม่เยอะและเป็นแขกพวกเฮไปไหนก็ไปได้
ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ในสถานที่ไกลบ้านมากขึ้น

ต่อมาก็คือ แขกส่วนใหญ่เป็นแขกวัยไหน
ถ้าเป็นวัยผู้ใหญ่ ก็แน่นอน การเดินทาง การเดินไปเดินมาในงาน อึดไม่เท่าเด็กๆ
ถ้ามีแขกผู้ใหญ่มาก ก็เห็นใจพวกท่านนิดนึง
ควรพิจารณาความสะดวกในการเดินทาง จอดรถ และรูปแบบงานด้วย

.

สุดท้ายคือ แขกรสนิยมแบบไหน
จริงอยู่ว่า งานเรา ควรเอารสนิยมเราเป็นหลัก
แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราจัดงานให้คนอื่นมางาน ไม่ได้จัดงานฉลองกันสองคน
แต่โดยทั่วไป งานแต่งนั้น ค่อนข้างเป็นงานที่ชูความคิดสร้างสรรค์เป็นหลัก
(และแขกมักจะจำได้แค่ว่า อร่อยหรือไม่อร่อย)
รสนิยมก็เช่น ถ้าเราชอบอาหารอิตาเลียน จัดมาแต่อิตาเลียนตามใจฉัน
แต่แขกที่มาเป็นผู้ใหญ่จีนๆไทยๆ ทานอาหารฝรั่งไม่เก่ง
แถมเป็นโรงแรมหรือ catering service ที่ไม่ถนัดอาหารจีนด้วย
ก็อาจจะทำให้ความประทับใจลดน้อยลงหน่อย

.

.

4. งบประมาณในใจ หรือในธนาคารก็ได้

.
โดยทั่วไป งบประมาณก้อนใหญ่ที่สุดในงานแต่ง ก็คือค่าสถานที่
(สินสอดไม่เกี่ยวนะ)
กระเป๋าจะฉีกหรือเปล่าก็อยู่ตรงนี้นี่แหละ
เรามาดูประเภทสถานที่ที่คนปรกติทั่วไปเขาจัดกัน

.
บ้าน
ประหยัดงบค่าสถานที่ คือจุดแข็งของทางเลือกนี้
สามารถเอางบไปทุ่มกับการตกแต่งหรืออาหารแทน
หรือประหยัดไปได้บางส่วน ในกรณีที่จัดพิธีที่บ้าน
บ่าวสาวหลายๆคู่มักจะจัดพิธีส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดที่บ้าน
เพราะมันก็ตรงตามแบบแผนปฏิบัติกันมา และประหยัดงบด้วย
ไหนๆฤกษ์พิธีก็มักจะเป็นตอนเช้า คนก็ไม่อยากตื่น
ฉะนั้นพิธีก็อาจจะมีคนน้อยหน่อย
ข้อเสียก็คือ มักจะไม่เหมาะกับงานใหญ่ๆ แห่กันเป็นขบวนยาวๆ
เพราะที่จอดรถร้อยละเก้าสิบเก้าจุดห้าสี่ เป็นปัญหา
ขนาดไม่จัดงาน เวลาชีวิตปรกติ จอดรถทีก็ยังแทบจะตบตีกับเพื่อนบ้าน
ยกเว้นบางบ้านที่มีบริเวณกว้าง หรือจอดรถที่สาธารณะได้เยอะไม่มีปัญหา
ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าบ้านไม่สวยจริง แต่อยากให้รูปออกมาสวย
ก็ต้องทุ่มค่าตกแต่งกันเยอะหน่อย
เพราะอย่างไร ช่วงพิธีจริงๆเป็นช่วงที่มีความสำคัญที่สุดสำหรับคู่บ่าวสาวในการแต่งงาน
หาใช่งานเลี้ยงไม่ เพราะฉะนั้นจะมาตกแต่งป่วยๆแล้วงานเลี้ยงไปเริ่ดๆก็กระไรอยู่
ข้อเสียอีกอย่างของบ้าน ก็คือ
ทุกสิ่งอันที่เกี่ยวข้องกับงานแต่ง ต้องไปไล่ตามเช่าเขามา ซื้อมา จัดการเอง
ซึ่งก็จะยุ่งอีนุงตุงนังตังนิงชะอะเอิ่งเอยไปเรื่อย

.
โรงพยาบาลสงฆ์
โรงพยาบาลสงฆ์ไม่มีงานเลี้ยง ไม่มีแห่ขันหมาก แบสินสอด
มีแต่งานพิธีสงฆ์และหลั่งน้ำสังข์

จริงๆทางเลือกนี้ ยิ่งสะดวกไปกว่าการทำพิธีที่บ้านซะอีก ประหยัดอีกต่างหาก
(เริ่มต้นที่พันต้นๆเท่านั้น ถ้าไม่หลั่งน้ำสังข์ ถ้ารวมก็ไม่เกินหนึ่งหมื่น
อาหารเลี้ยงแขกก็คนละไม่กี่สิบบาท)
เพราะพิธีกร ก็มี เชี่ยวชาญพิธีกันสุดๆ และอุปกรณ์ทั้งหลายในช่วงหลั่งน้ำสังข์ ก็ครบ
พระ ก็มีให้พร้อม วันสต๊อปเซอร์วิสกันเลยทีเดียวในราคาที่ประหยัดหลายๆ
นับว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ
สำหรับผู้ที่ต้องการทำพิธีไทยสบายกระเป๋าเก็บเงินเอาไว้ให้ลูกหลาน
และมีทั้งแบบสมรสหมู่ (เอ่อ หมายความว่า ทำพิธีพร้อมกันหลายคู่น่ะนะ)
และสมรสห้องเดี่ยวไม่เกี่ยวกับใคร
เหมาะสำหรับคนญาติไม่เยอะเท่าไหร่ (ไม่เกิน 30 คน)
และต้องการความถูกต้องในแบบพิธีสงฆ์ อุปกรณ์ครบครัน ประหยัด
โดยที่เราก็สามารถประโคมแต่งตัวได้เหมือนเดิม โกยเอาช่างภาพไปถ่ายปรกติ
ข้อเสียหลักๆของที่นี่ก็คือ คิวเต็มเร็วม้ากกก ต้องรีบจองตั้งแต่เนิ่นๆ
และไม่มีห้องแต่งตัวแต่งหน้า ต้องเรียบร้อยมาจากบ้านแล้ว
ข้อเสียอีกอย่างคือ วิวข้างนอกก็ไม่มีอะไรให้ถ่ายสวยๆเท่าไหร่

ที่นี่ก็เป็นที่แรกๆที่เรานึกถึงตอนหาสถานที่เหมือนกัน
แต่ไปๆมาๆ ไม่เข้าข่ายหลายอย่าง และพฺิธีเราจำเป็นต้องเวิ่นเว้อกว่านั้นเยอะ
ก็เลยไม่ได้ใช้บริการ อดประหยัดงบเลยสินะเรา

.

ที่สาธารณะที่ปรกติไม่ได้มีบริการจัดเลี้ยงเป็นของตัวเอง
เช่น สนามกีฬาโรงเรียน หอประชุมที่ปรกติไม่ได้ใช้จัดงานเลี้ยงเป็นประจำ
ศาลาว่าการจังหวัด สโมสรหมู่บ้าน และอื่นๆ ที่ดูมีพื้นที่เหมาะสม
ข้อดีก็คือ สามารถเช่าพื้นที่ในราคาที่ถูกๆได้ (ตั้งแต่ไม่กี่พันบาท เฉพาะค่าสถานที่นะ)
สถานที่ไม่ค่อยซ้ำใคร และไม่ค่อยมีกฏอะไรมากมาย
ข้อนี้ จะดีกว่าบ้าน ตรงที่มีพื้นที่รองรับมากกว่า ทั้งห้องและที่จอดรถ
(ที่จอดรถนี่สำคัญนะ ไม่จำเป็นคนก็ไม่อยากแต่งตัวสวยๆชะเวิบๆขึ้นรถสาธารณะกันเท่าไหร่
ยิ่งผู้ใหญ่ๆที่เป็นผู้หญิงด้วย ท่านคงไม่นุ่งชุดราตรีนั่งมอไซจากบ้านไปขึ้นบีทีเอสไรงี้)

แต่ข้อเสียจะคล้ายๆบ้าน นั่นก็คือ ทุกอย่างต้องทำเองหาเองหมด
ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ฉาก บริกร และอื่นๆ ซึ่งอาจจะแก้ไขได้ด้วยการจ้างออแกไนเซอร์
แต่ก็นั่นอีก ถึงเขาจะทำให้เราในงบที่เขาว่าประหยัดได้
แต่คอมมอนเซนส์ของคนเรานั่นก็คือ เขามาทำงานหนักเพื่อเรา
และสิ่งที่เขาทำมันผ่านการเตรียมงานหลายวัน เขาคงไม่คิดค่าตัวแค่ไม่กี่พันหรอก ใช่ไหม
และด้วยสถานที่เหล่านี้ ไม่ได้ทำมาเพื่อจัดเลี้ยง
จึงมักจะต้องทุ่มทุนในการตกแต่งสถานที่มากมายก่ายกอง

ยกเว้นว่าสถานที่นั้นจะสวยอยู่แล้ว (ซึ่งแน่นอน ไม่มีสถานที่สวยที่ราคาถูก นอกจากมีเส้น)
ทางเลือกนี้ จึงดูเหมือนจะประหยัด แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ประหยัดสักหน่อย
แต่ถ้าใครอยากจะได้ที่ๆไม่ค่อยมีคนจัดงาน ก็พิจารณาได้
หรือถ้าไม่อะไรกับการตกแต่งมาก ขอแค่มีที่จัดที่จุคนได้อย่างที่ต้องการ ก็โอเค

.

ที่สาธารณะที่ปรกติรับจัดเลี้ยง และโรงแรมสามดาว
เช่น ร้านอาหาร สโมสร บ้านไทย หอประชุม ศูนย์สัมมนา บ้านเจ้าสาว
เหล่านี้ มักจะราคาอัพขึ้นมา แต่ก็มักถูกกว่าโรงแรมสี่ดาวอัพแบบแทบจะครึ่งต่อครึ่งกันเลย
เช่น ถ้าโรงแรมสี่ดาวอัพคิดหัวละพันบาท สถานที่เหล่านี้ก็จะลดลงมาเหลือหัวละห้าร้อย (รวมอาหารขั้นต้นแล้ว)
สถานที่พวกนี้เขาก็จะมีบริการจัดเลี้ยงอยู่ในตัว อาหารมา บริกรมา
บางทีอาจจะมีเค้ก มีดอกไม้ มีการจัดฉากบริการให้ด้วย แตกต่างกันไป
ถึงไม่มีเป็นของตัวเอง สถานที่เหล่านี้ก็มักจะมี outsource ที่ผูกปิ่นโตกันประจำอยู่แล้ว
บางที่ ก็มีบริการตั้งแต่พิธีไทย แห่ขันหมากกันมาเลย จนกระทั่งจัดเลี้ยงเสร็จสรรพ
เช่น ร้านอาหารสวนทิพย์ ปากเกร็ด, บ้านหม่อมคึกฤทธิ์, บ้านเจ้าสาว, สยามสมาคม
ข้อเสียก็คือ บางที่จะไม่เป็นที่รู้จักของผู้ใหญ่ หรือไม่ก็ไปไม่สะดวกเหมือนโรงแรมหลายดาว
หลายๆที่แม้จะเอ๊กโซติก แต่มีข้อจำกัดด้านที่จอดรถอีก
ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งคือ สถานที่เหล่านี้ ส่วนใหญ่ จะไม่ได้สวยไปทุกมุมเหมือนโรงแรมดีๆ
อาจจะต้องใช้งบประมาณในการตกแต่งสถานที่มากกว่า ถ้าต้องการให้สวยในแบบเดียวกัน

.

จากประสบการณ์ สถานที่เหล่านี้บางที่เผลอๆเต็มไวกว่าโรงแรมดีๆอีก
ก็เพราะราคาที่จ่ายถูกกว่า ในสิ่งที่ได้พอๆกันนั่นแหละ
โดยเฉพาะวันที่ฤกษ์ดี (ซึ่งมักจะเป็นวันที่ซินแสให้)
ฉะนั้น ประมาทไม่ได้เลย เรื่องสถานที่ ถ้าไม่จำเป็น อย่าชิล เพราะเดี๋ยวจะชวด
อย่างที่เราชวดสโมสรทหารบก ที่วิภาวดีมาแล้ว

ตอนกลางๆปีเราได้ตัดสินใจจองสถานที่ทำพิธีเช้าไว้ที่สวนทิพย์ ปากเกร็ด
แม้ว่าจะเป็นสถานที่ที่เดินทางไม่สะดวกเอาซะเลย และราคาการจัดสูงพอๆกับโรงแรมสี่ดาวอัพ
แต่ข้อดีของที่นี่อย่างอื่นกลบหมด
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ บรรยากาศ การตกแต่ง อาหาร อุปกรณ์ ที่แสนจะเป๊ะ
และความครบครันที่แทบจะเดินตัวเปล่า(แต่ไม่เล่าเปลือย) เข้างานได้เลย
มั่นใจว่า ถ้าจัดงานที่นี่ ผู้ใหญ่ถึงจะบ่นตอนเดินทาง แต่พอเข้ามา ต้องประทับใจทุกคน

.

แล้วความมั่นใจเราก็สูญสลาย เมื่อปลายเดือนตุลาคม ได้ข่าวจากเจ้าของสถานที่ว่า
สวนทิพย์น้ำท่วมเต็มพื้นที่อยู่ ไม่สามารถฟื้นฟูได้ทันวันที่ 25 ธันวาคม อย่างแน่นอน
เมื่อนั้น เราก็เลยต้องหาที่ทำพิธีเช้าที่ใหม่ อย่างค่อนข้างกระทันหัน
(สำหรับการจองสถานที่จัดงานแต่งงาน เราถือว่า สองเดือนก่อนหน้า นี่มันกระชั้นนะ)
แต่ก็โชคดีที่ยังมีที่ว่าง และลงตัว นั่นคือ สถานที่เดียวกับงานเย็นนั่นเอง

.
โรงแรมสี่ดาวอัพ
มาถึงทางเลือกสุดท้ายท้ายสุดซะที
เพราะมันครบครัน มันสร้างมาเพื่อจัดงานเลี้ยงโดยเฉพาะ
ในที่นี่ ขอพูดถึงโรงแรมสี่ดาวอัพก็แล้วกันนะ
เพราะถ้าเป็นโรงแรมสามดาว การพิจารณาก็จะคล้ายๆทางเลือกด้านบน
ส่วนถ้าเป็นสองดาวกับหนึ่งดาว ก็คิดว่า คงไม่มีใครไปจัดอะนะ ^^”

.

โรงแรมสี่ดาวอัพมักจะอยู่ในทำเลที่ใครๆก็มาถึงได้สะดวก
และสถานที่สวยงามมากพอที่เอาเข้าจริงไม่ต้องแต่งอะไรมากก็ได้รูปถ่ายสวยๆได้
โรงแรมแบบนี้มักจะมีหลายห้องให้เลือกตามแต่จะชอบ บางที่รวมไปถึง outdoor ด้วย
อย่างที่โรงแรมไฮแอทเอราวัณ จะมีห้องจัดเลี้ยงอยู่สามห้อง
นั่นคือ เดอะเรสซิเดนท์ ซึ่งมีหลายๆห้องย่อยอารมณ์คล้ายๆบ้าน จุได้ 400 คน
เดอะแคมปัส จัดเหมือนเป็นแคมปัสเมืองนอก ลุคโมเดิร์นๆ จุได้ 200-300 คน
แกรนด์บอลรูม ห้องโถงใหญ่ หะรูหะราพอสมควร จุได้ราวๆ 800 คน
พวกโรงแรมเหล่านี้เขาจะมีห้องที่รองรับคนหลายขนาดอยู่แล้ว
และมีแพ็กเกจจัดเลี้ยงที่แตกต่างกันไปตามจำนวนคน และสไตล์การจัดเลี้ยง
เราต้องคำนึงด้วยว่า เราจะจัดเลี้ยงแบบไหน
สมมติว่าเป็นโต๊ะจีน ห้องก็จะจุคนได้น้อยลงอยู่แล้ว
จะยึดเอาว่าจุได้เท่าจำนวน capacity สูงสุดไม่ได้
และแพ็กเกจพวกนี้ แม้ว่าจะให้ครบ แต่คนมากจ่ายมาก ก็ได้มากกว่า
เช่น คนน้อยจ่ายน้อย ได้เค้ก 5 ชั้น คนมากจ่ายมาก ได้เค้กเป็น 7 ชั้น เป็นต้น
พวกข้อมูลโรงแรม จำนวนคนที่จุได้ และอารมณ์ของห้อง
สามารถดูในอินเทอร์เน็ตได้อยู่แล้วในรีวิวของเจ้าสาวที่ผ่านๆมา
รวมไปถึงในเว็บของโรงแรมเองด้วย

.

งบประมาณคร่าวๆในการจัดเลี้ยงที่โรงแรมสี่ดาว
เริ่มต้นงานเล็กๆไม่เกินร้อยคนก็น่าจะอยู่ที่ราวๆประมาณแสนห้า
200-300 คนขึ้นไป ก็เอา 1000 คูณจำนวนหัว ก็จะได้ตัวเลขเริ่มต้นคร่าวๆออกมา
ถ้าเป็นห้าดาว ให้เอา 1300-1500 คูณไปเลยโลด
ทั้งนี้ แต่ละโรงแรมก็มีจำนวนขั้นต่ำของแขกไม่เท่ากันอีกล่ะ ก็ลองเช็คกันดูนะ

.

แม้ว่าจะมีมาเป็นแพ็กเกจ แต่บางอย่างเราก็อาจจะเอาเข้ามาเสริมได้
แต่นั่นก็คือข้อเสียของโรงแรมเหล่านี้เช่นกัน (นอกเหนือไปจากความแพง)
เนื่องจากโรงแรมก็มักอยากให้ใช้บริการของโรงแรม ของๆโรงแรม
เราจึงอาจจะต้องเผชิญกับค่าเปิดขวด หรือค่าน้ำเข้า ซึ่งหนักหน่วงไม่เบาเลย

.

เราเลือกสถานที่จัดงานเลี้ยงที่แรก ก็คือ เดอะ เรสซิเดนท์ ไฮแอทเอราวัณ
เพราะไปหลายหนแล้วก็รู้สึกดี ทั้งสถานที่ ทำเล และอาหาร บรรยากาศเป็นกันเอง
โดยตัดสินใจจะทำพิธีเช้าแล้วเลี้ยงกลางวัน แล้วก็จบ
แต่พอต่อมา ทั้งฤกษ์เปลี่ยนแปลงไป
ฤกษ์เลื่อน ก็ไปชนกับคนที่เขาจองมาสองปีแล้ว โอ้วว กร้อด
เราว่า คนที่จองโรงแรมเพื่อจัดงานแต่งมากกว่าหนึ่งปีนี่ ต้องมั่นใจมากๆเลยว่าไม่เลิกกันแน่
เพราะการจอง ก็ต้องเอาเงินจำนวนหนึ่งมาวางด้วย
ก็ไม่รู้อะไรดลใจให้เขาจองกันเนิ่นนานขนาดนี้
แต่ยังยึดติดกับห้องเรสซิเดนท์อยู่ ก็เลยจะเลื่อนเป็นงานเย็น
และพิธีเช้า ก็ตัดสินใจไปจัดที่สวนทิพย์แทน

.

.

.

ต่อมา จำนวนแขกระเบิด ทำให้เรสซิเดนท์ไม่สามารถจะเป็นห้องของเราไปได้อีก
จึงต้องเปลี่ยนเป็นแกรนด์บอลรูม แต่แกรนด์บอลรูมก็มีคนจองไว้ก่อนหน้าอีก
ก็เลยกลายเป็นเจ้า(บ่าวสาว)ไม่มีศาลชั่วคราว สะเปะสะปะไปแป๊บนึง
จึงได้ไปเจอกับโรงแรมเพนินซูลา ที่ยังว่างอยู่ ณ ขณะนั้น (6 เดือนก่อนแต่งงาน)
ซึ่งโรงแรมนี้ เราก็มีประสบการณ์ว่า อาหารดี สถานที่ดี ไม่แพ้กัน
และมี Foyer ห้องแกรนด์บอลรูมที่ไม่ใหญ่มาก ซึ่งบางคนบอกเป็นข้อเสีย
แต่เราเห็นว่าเป็นข้อดีที่ทำให้เราไม่ต้องไปตกแต่งอะไรมาก ประหยัดงบลงอีก
และเราก็ตัดสินใจแทบจะทันที่ในวันแรกที่ไปคุยเรื่องงานว่า เอาตรงนี้ล่ะเว้ย

.

.

และแล้วท้ายสุด พิธีเช้า เราก็ต้องมาซบเพนินซูลาอีกเช่นกัน
และกลายเป็นข้อดีมากๆ นั่นคือ มีเวลาเตรียมตัวที่โรงแรมเยอะระหว่างวัน
ไม่ต้องรีบเก็บของไปไหน ทุกอย่างกองไว้ที่โรงแรมเดียวไปเลย
เสร็จพิธีเช้าแล้วก็นอนแผ่ตีพุงโลด

.

.

.
นอกจากปัจจัย 4 ข้างต้นแล้ว
มาดูแนวทางคร่าวๆในการเลือกโรงแรมสไตล์มะลิมะลิด้วยละกัน

.

อ่าน อ่าน อ่าน

.
ถ้าเป็นสถานที่ที่ปรกติจัดงานเลี้ยงอยู่แล้ว ก็ไม่ยากที่จะเจอข้อมูลในเน็ต
ให้อ่านเพื่อมีข้อมูลคลุมๆคร่าวๆไว้ว่าที่ไหนเป็นยังไง ทั้งหน้าตา และประสิทธิภาพ
แต่ถ้าผ่าอยากจัดตรงที่ไม่เคยมีใครไปจัด หรือนานๆทีมีจัด ก็ต้องทำการบ้านเยอะหน่อย
และควรจะเป็นคนที่รักเพื่อนนิดนึง แบบ เวลาเพื่อนแต่งงานก็ไปแสดงความยินดีซะหน่อย
ทำตัวให้คุ้นเคยกับงานแต่ง จะช่วยในการตัดสินใจเวลาเลือกสถานที่ได้มากอยู่
แต่ถ้าแต่งเป็นคนแรกของรุ่น ของห้อง อะไรงี้ ก็ให้อภัย
ถือว่าให้เพื่อนใช้งานแต่งเราเป็นสถานที่ดูงานในอนาคตของพวกเขาไป

.

ตัด ตัด ตัด

.
อย่างไรก็ตาม เวลาคนเรามีจำกัด ชีวิตไม่ได้มีแต่งานแต่งงาน (นอกจากว่างงาน)
การเตรียมงานแต่ง จะว่ามันทำให้ยุ่งมากๆเป็นเดือนๆๆๆ ก็ใช่
แต่มันก็มีหลายๆจุดที่เราจะประหยัดเวลาและแรงงานได้เช่นกัน
อันไหนที่ดูไม่น่าจะเข้าพวก ไม่เข้ากับปัจจัย 4 ของเรา ก็ไม่ต้องเสียเวลาดูมันมาก
อันไหนที่รู้สึกปิ๊งๆ ก็เออ อ่านมันเยอะหน่อย
ตัดอันที่ไม่ใช่ออกไป เพราะเอาจริงๆสถานที่มันมีเยอะเต็มไปหมดจนเลือกไม่ถูกหรอก
ถ้าไม่มีหลักเกณฑ์ปัจจัย 4 อย่างที่ว่า แต่ละอันมันก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
ตัดตัวเลือกให้มากที่สุดให้เหลือสักไม่เกิน 5 ที่
ก็ไม่มากไม่มายเกินที่จะถ่อไปสำรวจของจริงด้วยตัวเองโดยที่ไม่เสียเวลาอะไรมากนัก

.

ประสบการณ์ส่วนตัว เราเป็นพวกไม่ค่อยมีเวลานัก
เราอ่านนู่นอ่านนี่คร่าวๆให้พอเป็นฐานข้อมูลแผนสอง ถ้าแผนหนึ่งล่ม
ที่แรกที่เราเลือกก็คือแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง
และยืนยันด้วยประสบการณ์ว่าที่นี่เป็นอีกที่ที่ดี ก็เลือกทันทีทันใด
พอมีเหตุให้แห้ว เราก็งัดแผนสองมาใช้ว่า สถานที่ไหนที่อ่านแล้วเข้าตาบ้าง
สมองก็ประมวลผล match สวนทิพย์ให้กับงานเช้า เพนินให้กับงานเย็น
เพนินนี่ก็เลือกจากประสบการณ์การใช้งานเช่นกัน
ส่วนสวนทิพย์นี่ แม้จะไม่เคยไป แต่ก็รู้สึกเข้าตามากๆ จึงได้ถ่อไปดู

.

เอาเข้าจริงๆ เราก็เอากายหยาบเดินทางไปสถานที่จริงแค่ 3 ที่เอง
นั่นก็คือ ไฮแอท เพนิน และสวนทิพย์
ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราตกลงใจว่าจะจัดงานที่นี่แหละ ทั้งสามที่
บางคนอาจจะต้องการทำการบ้านเยอะ ไปสำรวจหลายๆที่ด้วยความเต็มใจ
อันนั้นก็จะเป็นกระบวนการการเลือกสถานที่อีกแบบ
แต่ถ้าเอาแนวเรา ก็นี่ เลือกจากประสบการณ์เป็นหลัก ตัดตัวเลือกให้เหลือน้อย
เลือกอันเน้นๆ ที่คิดว่าเจ๋งจริง เข้ากับปัจจัย 4 จริง
ที่ไหนว่าดี ก็เอาเลย ไม่ต้องอะไรมาก ก็มันดีอยู่แล้วนี่

.
การจ่ายเงิน

.
แต่ละที่มีกฏในการชำระเงินไม่เหมือนกัน แต่โดยทั่วไปเขาก็เก็บล่วงหน้าส่วนหนึ่งอยู่แล้ว
เวลามีความเสียหายจะได้รับผิดชอบร่วมกันทั้งคนจองและเจ้าของสถานที่
แต่ระยะเวลาการจ่ายเงินและจำนวนที่จ่ายนั้น อาจจะพอยืดหยุ่นได้
ให้ลองเจรจาต้าอ่วยดู และด้วยความที่เงินที่ใช้ในการจ่ายค่าสถานที่มักจะมากที่สุด
มันจึงเป็นงบพื้นฐานที่จะทำให้เราจัดการงบด้านอื่นๆต่อจากนั้นได้

.
เลือกแล้วจบ

.
เลือก จบ จะได้ไปทำอย่างอื่น มีอะไรต้องทำอีกเยอะเลย
เมื่อเลือกแล้วก็ไม่ต้องมาเวิ่นว่า เอ๊ คิดถูกไหมน้าาา อะไรงี้
เพราะให้โอกาสตัวเองคิดทบทวนมาเยอะก่อนที่จะตัดสินใจวางเงินจองแล้วนี่

.

.

เช่นเดิม ลองทำตัวช่วยตัดสินใจคร่าวๆมาให้ ในการเลือกประเภทสถานที่

.

เริ่มจาก พิธีเช้า (เน้นว่าเป็นของไทย ไม่ก็จีน ละกันนะ)

.

ต่อด้วย สถานที่จัดงานเลี้ยง

.

.

มหากาพย์ เตรียมงานแต่งงาน #malimeekob (1) – ฤกษ์

ตอนที่ ๑
ว่าด้วยเรื่อง ฤกษ์ที่จะเลิกเป็นแฟน

.

คือเรื่องมันเริ่มต้นมาจากว่า…

เมื่อวันเกิดเราเมื่อปี 2554 พี่ทัน พี่ที่เคารพนับถือกันมานาน
พี่เขามี hobby เล็กๆอย่างหนึ่งที่ไม่ได้ทำบ่อยๆ(มั้ง)
นั่นก็คือ การคำนวณดวงแบบยูเรเนี่ยน
พี่เขาก็ทักเรามาว่า ปีนี้ปีหน้า เป็นช่วงโอกาสที่ดีที่จะแต่งงานนะ

หนึ่งเดือนถัดมา คุณแม่ นึกอย่างไรก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้ถาม
แต่ท่านอยากจะเอาดวงเรากับพี่หมีไปดูให้เป็นเรื่องเป็นราวสักที
จากที่ว่าจะไปๆมาเป็นปีๆแล้วก็ไม่ได้ไปสักที
คนรู้จักของคุณแม่ ก็ได้แนะนำพระที่จะให้ฤกษ์มา ท่านอยู่ที่วัดๆหนึ่งแถวท่าน้ำนนท์
และเราก็จะพาคุณแม่ไปในวันรุ่งขึ้น

.

ฤกษ์ หรือวันที่ปักหมุด เป็นอย่างแรกที่ต้องทำ
(หลายๆคนก็ต้องหลังจากที่ผู้ใหญ่ฝ่ายชายมาสู่ขออะไรเรียบร้อยก่อน
หรือสู่ขอ พร้อมฤกษ์ที่หามาไปเลย)
เมื่อรู้ตัว ตกลงปลงใจว่า เออ จะแต่งงานแล้ว
มันคือ ลูกแก้วมังกรใบแรก ที่เราต้องค้นหาให้เจอให้ได้
ไม่งั้นจะทำอย่างอื่นไม่ได้เลย ไม่ว่าจะจองสถานที่ หรือจองใคร
เพราะทุกอย่างที่ต้องจอง ก็ล้วนแต่ต้องการวันและช่วงเวลาที่แน่นอนทั้งนั้น

ฤกษ์ ในที่นี้ หลักๆคือเรื่องของพิธีการแต่งงาน ฤกษ์ของการสวมแหวน ส่งตัว
ส่วนงานเลี้ยง จะเอามารวมๆอยู่ในวันเดียวกันก็ได้ ถ้าสะดวกกว่า
ไม่งั้นจะเกิดคำถามอีกว่า เอ งานเลี้ยงวันไหนดีเนี่ย ตัดสินใจไม่ถูก
เพราะการเตรียมงานงานเลี้ยง เผลอๆต้องเตรียมการเยอะกว่าพิธีอีก
ซึ่งไว้เราได้ฤกษ์มาแล้ว เราค่อยว่ากันว่าจะจัดงานกันยังไงต่อไป

แต่ถ้าเป็นชาวคริสต์ หรือชาวมุสลิม
ฤกษ์ในที่นี้ก็มักจะกำหนดเองจากสมาชิกในครอบครัว และตัวบ่าวสาวเองมากกว่าเนาะ
นอกจากบางทีเห็นคนจีนที่เป็นชาวคริสต์ก็ออกไปหาซินแสเอาฤกษ์อยู่เหมือนกัน
จริงๆว่าด้วยฤกษ์ สำหรับเราทั้งคู่ เราไม่ได้จะซีเรียสเรื่องดวงเรื่องอะไร
เอาเข้าจริงๆ การมีใครสักคนมากำหนดว่าฤกษ์นี้ๆก็แล้วกัน
มันก็ดีเหมือนกันนะ ในกรณีที่ไม่มีใครตัดสินได้ว่ามันต้องทำอะไรสักอย่างเมื่อไหร่
และไม่มีใคร approve การตัดสินใจของเราว่าโอเค ในกรณีที่เราจะปักหมุดวันใดวันหนึ่งเอง
ก็ต้องใช้ตัวช่วยอย่างซินแส หรือหมอดู กันไป
อย่างน้อย เขาก็พยายามหาวันที่ดีที่สุดให้กับเรา
และอย่างน้อยก็ทำให้ผู้ใหญ่สบายใจ

.

ลองดูภาพประกอบในการตัดสินใจดูว่าจะกำหนดวันแต่งงานอย่างไร
ไม่มีทางไหนผิดหรอก ผลก็คือ ได้วันมาจัดพิธีแต่งงานเหมือนๆกัน


ซึ่งเราว่า หลายๆคนที่กำหนดวันเอง ก็คงกำหนดจากวันสำคัญของตัวเองที่ผ่านๆมาแหละ
วันที่ไม่มีความหมายพิเศษ คู่ว่าที่บ่าวสาวจะไปกำหนดเพื่ออะไร
แต่เท่าที่ดูเคสในช่วง research มา
มันก็มีกรณีหลักๆ ที่จะกำหนดโดยคำนึงถึง function ก่อน เช่น
1. ท้องแล้ว ต้องแต่งงานก่อนท้องจะป่องไปมากกว่านี้ ซึ่งมักจะอยู่ในช่วงเวลา 1-2 เดือน
วันที่จะเลือกก็จะจำกัดลงมาหน่อย ทำให้เลือกง่ายหน่อย
หลักๆก็คงจะเป็นการเลือกวันที่โรงแรมมีห้องว่างเป็นหลัก
แต่บางทีไปหาซินแสให้ซินแสเลือกวันที่ดีที่สุดในช่วงนี้ให้ด้วยก็ได้
2. อยากแต่งแล้ว ไม่รู้จะรอไปเพื่ออะไร ก็มีไม่น้อย
เช่นนั้นก็ปักหมุดวันที่สะดวกที่สุดที่เร็วที่สุดที่พอจะเตรียมงานได้ไปเลย
เผลอๆครึ้มๆก็เดินจูงมือไปจดทะเบียนแล้วก็ค่อยว่ากัน

.
ถ้าให้เราปักหมุดวันเอง เราก็คงมีอยู่ไม่กี่วัน
วันเกิด วันครบรอบการเป็นแฟน แล้วก็ คริสต์มาส

วันเกิด ก็เพราะมันจำง่าย
วันครบรอบการเป็นแฟน ก็จะทำให้จำง่ายและนับปีต่อไปง่ายด้วย
ส่วนคริสต์มาส เป็นช่วงเวลาที่เราสองคน และอีกหลายๆคนมักจะมีความสุขที่สุดในรอบปี

.
แต่ในที่นี้ คุณแม่ต้องการความมั่นใจในวันดีจากบุคคลที่สาม 555
เอ้า ไปก็ไป

.
วันรุ่งขึ้น เราก็ไปที่วัดแถวท่าน้ำนนท์ ให้พระรูปหนึ่งดูฤกษ์ให้
ท่านแก่มากแล้วล่ะ หลงๆลืมๆด้วย ทำให้ทุกอย่างช้าไปหมดและต้องทวนใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ที่สำคัญคือ มีคิวก่อนหน้าบ้านเราสองคิว คิวละหนึ่งชั่วโมงกว่า
รอเข้าไปสามชั่วโมง หลวงตาถึงจะได้เอาวันเกิดเรากับพี่หมีไปดู
เขียนแล้วเขียนอีก กว่าจะเริ่มดู ก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง
สรุปสุดท้ายว่า ยังไม่ได้ปีแน่นอน เพราะไดอารีโหรปี 55 ยังไม่ออก
ต้องรอออกกลางปี แล้วค่อยมาหาใหม่

.

เราก็เลยซมซานกลับไปหาหมอทัน (ยกให้เป็นหมอซะเลย)
พี่ทันก็ใช้โปรแกรมคำนวณๆไป ออกมาว่า ถ้าแต่งภายในครึ่งปีหน้า
ควรจะแต่งก่อนตรุษจีน ประมาณวันที่ 20-22 มกราคม ปีหน้าดีกว่า

การให้ซินแสหาฤกษ์ให้ มันก็ลุ้นเหมือนกันนะว่าจะได้วันไหน
นานไป หรือว่ากระชั้นไป แต่มันก็กำหนดมาแล้ว
มันก็เป็น challenge ไปอีกแบบนะ

พอยังไม่ได้ฤกษ์จากหลวงตา
(จริงๆเราเองไม่อยากรบกวนพระ เพราะเราก็ว่าการดูดวงไม่ใช่กิจของพระสงฆ์
แต่ก็มีใครสักคนตอบกลับมาว่า ให้พระแก่ๆท่านศึกษาเรื่องดูดวงก็ดีนะ
เพราะได้ฝึกสมอง ฝึกคำนวณ ทำให้สมองไม่ฝ่อ ช่วยบรรเทาเรื่องอัลไซเมอร์)
ก็เลยยึดเอาวันที่พี่ทันแนะมาเป็นสรณะไปก่อน
ไปบอกคุณแม่ว่า เนี่ยค่ะ ไปหาหมอคนนึงมาชื่อหมอทัน (555) เขาแนะวันมางี้
แม่ก็ อืมๆ ไม่ได้ว่าอะไร

ถึงตรงนี้ เราก็เลยถือวิสาสะ ยึดเอาวันที่ 21 มกรา 55 เป็นวันจัดงานพิธีแต่งงานไปก่อน
เพราะเลขมันน่าสนใจดี 21.1.12 เก๋ไม่เบา
และยังใกล้ชิดกับวันเกิดเราอีกด้วย (คิดแค่นี้)
ระหว่างนั้นเราก็ไปดูห้องโรงแรมที่เล็งๆเอาไว้
และเสี้ยม เอ้ย พาพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายมาเจอกันเป็นครั้งแรก
ซึ่งเรื่องดูโรงแรมนี่ ไว้จะเขียนในมหากาพย์ตอนต่อไป

.

เวลาก็ชักจะผ่านไปเรื่อยๆ คุณแม่คงเห็นว่า จะพึ่งความมั่นใจจากหลวงตาก็คงจะนานเกิน
และลำพังหมอทันที่คุณแม่ไม่เคยได้ยินว่าเป็นหมอดูสายไหนมา
ก็ไม่ทำให้คุณแม่มั่นใจได้เต็มร้อย
คุณแม่เลยไปหารายชื่อซินแสมาได้อีกหนึ่งคน
แล้วเราก็ไปหากันมาเมื่อวันที่ 3 เมษายน
นั่นคือ ซินแส เกรียงไกร ณ เกรียงไกรโหราศาสตร์ วงเวียน 22 กรกฏา

ก่อนหน้านั้นเราก็มีช่วงคุณแม่หาซินแสอยู่บ้าง
ที่ดังที่สุดก็เห็นจะไม่พ้นหน่ำเอี๊ยง ซึ่งราคาสูง และต้องรอนาน
และมีที่อื่นๆอีกอยู่ในละแวกวงเวียน 22 ไปจนถึงเยาวราช เช่นเดียวกัน

เรื่องซินแสคนไหนดี เราก็ว่ามันก็แล้วแต่คนเลือกเลยล่ะ
ตอนที่เราไปเรียนฮวงจุ้ยเบื้องต้นเมื่อนานมาแล้ว
เหล่าซือก็บอกเองเลยว่า ถ้าทำดี เป็นคนดี ถึงไม่ดูดวงดูฤกษ์
โชคชะตาก็จะนำพาไปพบที่ดีๆ สิ่งดีๆ คนดีๆ และฤกษ์ดีๆเอง
ซึ่งเราก็เห็นด้วยตามนั้นแหละนะ

.

ในที่สุดก็ลงเอยกับซินแสเกรียงไกรนี่แหละ
และนับว่าตัดสินใจถูก ที่วันที่ไป ไม่มีคิวอะไรเลย
และซินแสที่ถึงแม้ไม่รู้หนังสือ
ก็ยังคำนวณดวงตามดวงจีนได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว ไม่เสียเวลา
(แม่นมั้ง ถึงไม่แม่นแล้วเราจะรู้เรอะ 555
เอาเป็นว่า ทำให้เชื่อได้ว่าแม่นยำตามหลักละกัน)

แต่ถ้าใครไปหาซินแสเพื่อดูฤกษ์
ก็ไม่ต้องอยากรู้อยากเห็นไปถึงว่า แต่ละฝ่ายดวงเป็นยังไง ดีหรือเปล่า ควรแต่งไหมแล้วนะ
ซินแสเขาบอกว่า มาถึงขั้นมาดูฤกษ์แต่งงานแล้ว
อย่าไปดูข้อเสียอย่างอื่นให้มันเสียฤกษ์เลยดีกว่า

ก็วนไปที่คำสอนเหล่าซือเราเหมือนเดิม
ถ้าเป็นคนดี ทำดีแล้ว อะไรดีๆ มันก็จะเข้ามาเองนั่นแหละ
(ยกเว้นว่า เมื่อก่อนทำกากๆไว้เยอะ ก็ต้องรับบาปเคลียร์กากกันไปก่อนนะจ๊ะ)

.

ซินแสก็คำนวณวันมา ตรงกับวันที่พี่ทันให้มาเลยแหละ นั่นคือช่วงวันที่ 20-22 มกรา
เป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับเราที่จะแต่งงาน

แต่การไปหาซินแสเกรียงไกร ก็ทำให้รู้ว่า วันที่ 21 มันก็ติดกับวันตรุษจีนเลย
ซึ่งมันจะทำให้ขลุกลักในการจัดงาน เพราะไหนจะต้องทั้งเตรียมไหว้ตรุษจีน และพิธีแต่ง
(บ้านใครไม่ไหว้ตรุษจีนก็ไม่มีปัญหาตรงนี้หรอก เผอิญว่าบ้านเราจัดเต็มทุกเทศกาล)
ก็เลยเอาเป็นว่า ความหวังที่จะแต่งงานในวัน 21.1.12 เป็นอันฟาวล์ไป
ซินแสเกรียงไกรใช้เวลา 3 วันในการผลิตฤกษ์ final ให้เรา
ในขณะเดียวกันเราก็ไปเคาะประตูรบกวนหมอทันอีกรอบ
หมอทันให้มาวันที่ 25 ธันวาคม
และเมื่อฤกษ์จากซินแสมา เราก็ได้มาวันที่ 25 ธันวาคม เช่นกัน

ก็เลยกลายเป็นว่า ฤกษ์แต่งงานที่ได้ ตรงกันทั้ง 2 หมอ ทั้ง 2 ครั้ง
ทั้งที่ใช้วิธีคำนวณดวงดาวที่ต่างกัน
และมันก็กลายเป็นว่า ได้วันที่เราและพี่หมีชอบซะด้วย

.

.

จาก 8 เมษายน ถึง 25 ธันวาคม
มีเวลา 8 เดือนครึ่งในการเตรียมงาน เตรียมกาย เตรียมใจ

.
เลทสึโก!

.

.
เตรียมงาน:
ช่วงแรกให้ Brainstorming ให้หนักหน่วง
อ่านทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ทำได้
ก่อนที่เราจะสละข้อมูลทุกอย่างที่สั่งสมมาออกเกือบหมด
และแปลนคร่าวๆก่อนว่า ต้องทำอะไรก่อนหลัง
ยังไม่ต้องเข้าขั้นคุณนายละเอียด
รายละเอียดมันจะผุดขึ้นมาเรื่อยๆตามรายทางเอง
ให้เราเอาโครงหลักให้แม่นก่อน
(ซึ่งก็จะเขียนในมหากาพย์ตอนต่อๆไป)

.

เตรียมกาย:
ข้อหนึ่งคือ พิจารณาสังขารก่อน
สำหรับคนไม่ผอม ก็พิจารณาว่าควรจะเอาไขมัน พุงที่ย้วยออกสักกี่เปอร์เซนต์
แล้วก็ใช้เวลาทดลองไปเรื่อยๆว่าวิธีไหนมันเวิร์กกับเราได้มากที่สุด
ข้อสองคือ ถ้ายังไม่ท้อง ก็อย่าท้องก่อนเป็นดี ยิ่งฤกษ์ไกลๆหลายเดือนแบบนี้
ไม่ใช่ว่าพอจะได้แต่งก็ปล่อยให้ตัวอะไรเข้าท้องก็ได้โลด
เพราะความยุ่งยากในการเตรียมงานและเตรียมชีวิตหลังแต่งจะเยอะขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
สำหรับเราแล้ว ข้อสอง ไม่มีอะไรจะเอามาเป็นปัญหา
แต่ข้อหนึ่งนี่สิ ตบตีสู้รบปรบมือกันจนวันสุดท้ายก่อนแต่งเลยแหละ กรี๊ดดด

.

เตรียมใจ:
ว่าถึงเรื่องการเตรียมงานแต่ง
จะหลบหลีกหนีไปจากความกดดัน ความไม่พึงใจ ความเครียดต่างๆก็เห็นทีจะยาก
มันต้องมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะเอาเข้าจริงๆงานแต่งมันไม่ใช่งานของคนสองคน
การจัดงานแต่ง ก็คือการจัดให้คนอื่นมางานเรา จัดให้คุณพ่อคุณแม่
มันคือการรวมเอาคนจากอีกบ้านหนึ่ง มายุ่งกับอีกบ้านหนึ่ง
ซึ่งเอาเข้าจริงๆ เหตุมันเกิดขึ้นจากเราก่อน เราดันไปรักกับอีตานั่น ยัยนั่น
คนอื่นในบ้าน(ส่วนใหญ่)ต้องตามใจเรา จึงจะเกิดงานแต่งขึ้นได้
และแต่ละฝ่าย ก็มีความต้องการที่แตกต่างกันไป
การเตรียมงานจึงจะมีความขัดแย้ง ไม่สมหวัง จากหลายช่องทางเป็นเรื่องปรกติ
ช่วงนี้จะได้อัพเลเวลวิชาศิลปะการปล่อยวาง การทำซึน การเจรจา มากขึ้นไปอีก

.

และแน่นอน…อย่าเลิกกันซะก่อนนะ!

ลูบคลำ Galaxy Y

นานๆทีเราจะได้มีมือถือที่ไม่ได้ซื้อเอง มาเล่นอยู่ในกำมือ

มีน้องที่เห็นผ่านไปผ่านมาในโลกออนไลน์บ้าง ในโลกออฟไลน์บ้าง ให้มือถือซัมซุงมาทดลองใช้
และด้วยความที่เราเห็นว่า เออ ประจวบเหมาะดี เพราะเรานึกๆอยากได้แอนดรอยด์ไว้ใช้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว
แล้วด้วยความที่เป็นคนประหยัด (พูดแบบมองโลกในแง่ดี) ก็เลยจดๆจ้องๆ ชั่งใจจะซื้อดีไม่ซื้อดีมาจนบัดนี้

สิ่งหนึ่งที่เราว่า เจ้าของผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่จะเข้าตลาด หรือแย่งตลาด ต้องประสบก็คือ
การที่ผู้บริโภคไม่ยอมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ง่ายๆสักเท่าไหร่นัก
ยิ่งการเรียนรู้ระบบการทำงานแบบใหม่ๆแล้ว
ยากยิ่งกว่าเปลี่ยนจากกินมาม่ามาเป็นไวไว แฟ้บมาเป็นโอโม่ ไม่รู้กี่เท่า

 

นี่เป็นเหตุผลง่ายๆที่อธิบายว่า
ทำไมคนใช้โนเกียจนชิน จึงมักจะซื้อโนเกียต่อไป คนใช้บีบีจนชิน ก็จะใช้บีบีต่อไป
คนใช้ไอโฟนจนชิน ก็จะใช้ไอโฟนต่อไป และคนใช้ซัมซุงจนชิน ก็จะใช้ซัมซุงต่อไปเช่นกัน

แต่เมื่อโลกของมือถือเปลี่ยนไป UI ส่วนใหญ่ไปอยู่บนจอที่ทัชสกรีน
การเปลี่ยนจากยี่ห้อหนึ่งเป็นยี่ห้อหนึ่งที่มีระบบปฏิบัติการเหมือนกัน จึงเป็นเรื่องที่โอเคกว่าเดิม

ถึงกระนั้น มันก็ยังมีความเคยชินในการใช้งานระหว่างระบบบีบี ไอโฟน วินโดวส์ และแอนดรอยด์ อยู่ดี

หลายๆคนที่บ่นว่า วินโดวส์ เป็นระบบปฏิบัติการบนมือถือที่ซัคซี้ดที่สุด
แต่ด้วยความเคยชิน และเริ่มใช้ชีวิตกับ smartphone เป็นครั้งแรกด้วยวินโดวส์
เรากลับไม่รู้สึกว่า มันใช้ยากเวอร์อย่างที่บ่นกัน
(คืออาจจะเป็นเพราะว่า เรามั่นใจว่า มือถือมันฉลาด เรามันโง่เอง ก็ได้ 555)

พอเปลี่ยนมาเป็นบีบีเพราะอยากอินเทรนด์กับเขาบ้าง
ก็ยังไม่รู้สึกว่า มันจะยากอะไรเท่าไหร่กัน ออกจะง่ายกว่าวินโดวส์ด้วย
ง่ายจนรู้สึกว่าไม่เห็นจะต้องเปลี่ยนเป็นไอโฟนเลยอะ

และเมื่อมีโอกาสเปลี่ยนเป็นไอโฟนจริงๆ ถึงแม้ทุกวันนี้ ก็ยังรู้สึกบางอย่างไม่ค่อยเมคเซนส์
แต่วิธีการใช้งานของไอโฟน มันก็ทำให้รู้สึกยากขึ้นที่จะเปลี่ยนไปเป็นแอนดรอยด์แล้ว
และเท่าที่เล่นแอนดรอยด์มา เราก็คิดว่า เออ เวลาในการเรียนรู้ มันอยู่ที่ mindset ของผู้ใช้ด้วย
อยู่ที่ว่าผู้ใช้โดยสปอยล์ด้วย mindset แบบไหนมา

การมอง Galaxy Y วันนี้ เราจึงมองด้วยสายตาของคนที่หามือถือแอนดรอยด์
เพื่อเป็นมือถืออีกเครื่อง ไม่ใช่มือถือหลักที่จะถือเพียงเครื่องเดียว
(จริงๆคือจะเอามาเล่นแอพ where.in.th กับ molo.me เป็นหลัก นั่นเอง -_-” )

.

.

ในที่นี่ เราไม่พูดถึงการทำงานของแอนดรอยด์ละกันนะ
เพราะการทำงานก็คงเหมือนแอนดรอยด์อื่นๆในมือถืออื่นอะนะ
ฉะนั้น เรามาว่าด้วยเรื่องของ กาแลคซี่ วาย ที่ได้มาเลยดีกว่า

.

ราคาที่ขายที่ AIS คือ 4,790 บาท รวม VAT แล้ว
ก็นับว่า เป็น Smartphone ที่ราคาเบาอย่างเห็นได้ชัด
(ห้ามไปเทียบกับโทรศัพท์ที่ไม่ใช่ Smartphone นะ อย่างนั้นยังไงนี่ก็แพงกว่าเยอะอยู่ดี)

CPU เขาว่าเร็ว ไม่ต้องรู้ว่าตัวเลขอะไร ส่วนระบบปฏิบัติการเขาว่าล่าสุด
(ซึ่งสองอย่างนี้ พอซื้อไปเสร็จปั๊บ มันก็กลายเป็นตกรุ่น มือถือรุ่นใหม่ก็ต้องใหม่กว่านี้อยู่ดี)
และก็รองรับ 3G อย่างที่ควรจะเป็นสำหรับ Smartphone เกิดใหม่ในช่วงนี้
มีหน้าจอประมาณหนึ่ง ความละเอียดของกล้องอยู่ที่ 2 เมกะพิกเซล

 

 

เปิดเครื่องมาแล้ว ต๊ะแนววว

 

 

 

สรุปจากที่ลูบๆคลำๆเลยก็แล้วกันนะ

1. รูปลักษณ์ ก็ไม่รู้สึกแตกต่างกับ smartphone ยี่ห้อเดียวกันหรือต่างยี่ห้อสักเท่าไหร่ ตรงนี้คงไม่ค่อยสำคัญ

2. ดูจากรูป ความกว้างไม่ต่างกับไอโฟนเท่าไหร่ ความยาวสั้นกว่าไอโฟนหน่อยนึง บางก็ไม่ได้บางน้อยกว่าไอโฟน แต่ก็ถือแล้วยังรู้สึกว่า เหมาะกับมือสุภาพสตรี และสตรีที่ไม่สุภาพ ดีเหมือนกัน

3. กล้อง ความละเอียดน้อยไปหน่อย คือก็เข้าใจว่าเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นต่ำสุด แต่ถ้าจะตั้งเป้าหมายที่วัยรุ่นล่ะก็ กล้องน่าจะละเอียดกว่านี้อีกหน่อย กล้องดีๆยังไงก็กินได้นะ

4. แบตเตอรี่ เราก็ไม่เข้าใจนะ ว่าทำไมซัมซุงทำมือถือออกมามาก แต่ว่าใช้แบตเตอรี่ขนาดเดียวกันไม่ค่อยได้ แบตเตอรี่ของ Galaxy Y ก็เช่นกัน มีขนาดต่างกับรุ่นใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็น Mini ที่เล็กไปหรือ Gio ที่ใหญ่ไป ฉะนั้น เวลาที่มีปัญหาที่แบตทีนึง อาจจะต้องถ่อไปศูนย์ซัมซุง หรือไม่ก็ให้รุ่นนี้มันฮิตๆติดลมซะ จะได้มีอะไหล่มากๆ

5. การที่มีมือถือรุ่นใกล้เคียงกันอยู่มากมาย หน้าตาก็ไม่ต่างกัน และคุณสมบัติไม่ได้ต่างอะไรกันชัดเจน สำหรับเรา เรื่องราคาจึงมาเป็นอันดับหนึ่ง อันไหนถูกสุดก็อันนั้น เราว่า Galaxy Y มีจุดเด่นตรงนี้ชัดเจน ที่ราคาถูกกว่า smartphone ทั่วไป จะกินก็คงกินตรงนี้ล่ะมั้ง

6. Build ดี ไม่ก๊องแก๊งให้รู้สึกว่าเป็นมือถือถูกๆ (เอาเข้าจริงๆมันก็ไม่ถูกนะ มือถือราคาสี่พันกว่าเนี่ย เพราะว่ามันมี smartphone ในท้องตลาดมาก เลยทำให้รู้สึกว่านี่คือมือถือถูกแล้ว)

7. สิ่งที่ชอบอีกอย่างสำหรับมือถือซัมซุงก็คือ เป็นมือถือที่เบา หนักยังไม่ถึง 1 ขีดเลย ทำให้ไอโฟนสี่ที่ใช้อยู่ ที่ทุกวันนี้ก็ว่ามันเป็นมือถือที่หนักแล้ว มันยิ่งรู้สึกหนักตอกย้ำความรู้สึกว่ามันเป็นภาระชีวิต(ที่ฮิตมาก)เข้าไปใหญ่ ถ้ามันจะเป็นภาระเครื่องที่สอง ก็ยังรู้สึกว่ามันจะเป็นภาระนิสัยดี ไม่ค่อยเรียกร้องความสนใจอะไรเท่าไหร่

.

สรุปขมวดอีกรอบ:

เราว่า Galaxy Y นี่ มันเหมาะกับคนที่ต้องการลิ้มลองแอนดรอยด์เป็นครั้งแรก หรืออยากลองแอนดรอยด์แบบขำขำ แบบที่ถ้าผิดหวังก็ไม่เสียดายตังมากนะ และเราว่า มันเหมาะที่จะเป็นโทรศัพท์เครื่องที่สอง ในกรณีที่จำเป็นต้องพกสองเครื่องเช่นกัน ด้วยความเบาบางของมัน และเท่าที่เราเคยใช้มือถือซัมซุงมาสองสามเครื่อง เราว่าคุณภาพมันใช้ได้

ก็ลองพิจารณากันดูเองว่า อันตัวเรา เหมาะกับ Galaxy Y หรือไม่

 

ไม่มีใครอยากเป็นบ๊วย Last Place Aversion

จากบทความของ The Economist ว่าด้วยเรื่อง

Don’t look down: The poor like taxing the rich less than you would think

http://www.economist.com/node/21525851

แล้วน่าสนใจดี จริงๆอ่านบทความนี้มาสักพักแล้วแหละ แล้วก็อู้ไปอู้มา งานเข้ามากมาย เลยไม่ได้เขียนถึงซะที ก็อ้างไปเรื่อย

บทความนี้ ว่าด้วยเรื่องที่ว่า คนจนๆน่ะ เขาไม่ได้เห็นด้วยกับการเก็บภาษีคนรวยให้อานๆมากมายอย่างที่เราคิดนะ
ซึ่งเราก็สะดุดนะ คือ ความเชื่อ หรือว่าตรรกะของเราเอาจริงๆแบบไม่ต้องมาทำเป็นคนดงคนดีอะไรเลย  ก็คือ 
คนเราก็อยากให้คนอื่นรอบข้างไม่รวยเกินหน้าเกินตาเรานักหรอก ถ้ารวยกว่าก็ต้องเกิดอาการปลง ว้า อยากเป็นมั่ง
อย่างเลวก็อิจฉา คิดว่าสงสัยมันต้องโกงด้วยทางใดทางหนึ่ง อย่างดีก็อยากรู้อยากเห็นว่าชาวบ้านเขารวยกันขนาดไหนแล้ว
และโดยทั่วไปจากการวิจัย (ซึ่งจริงๆไม่ต้องวิจัยก็เห็นอยู่) คนจนๆก็มักจะหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะรวยกว่านี้
แม้แต่คนชนชั้นกลางจำนวนมากก็เหอะ ก็อยากรวยกว่านี้เช่นกัน

เอาเป็นว่าเรามานิยามคำว่าคนจนก่อนแล้วกันนะ
คนจนในที่นี้ เราจะพูดถึง คนที่มีรายได้เป็นตัวเลข ที่เรียกว่าน้อย ตามมาตรฐานรายได้ นะ
ไม่พูดเรื่องจนที่ใจ รวยที่ใจ อะไรงี้ ให้มันดราม่า และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องแต่อย่างใด

แม้ว่าจะเป็นบทความที่ศึกษาในสหรัฐอเมริกา เราก็ว่าก็น่าจะสะท้อนกลับมาที่บ้านเราได้บ้างอะไรบ้าง
ในสหรัฐนั้น แม้จะได้ชื่อว่า เป็นประเทศหนึ่งที่รวย ร้วย รวย แต่ในการเก็บภาษี เพื่อกระจายรายได้ไปสู่คนที่จนนั้น
มีการทำกันน้อยกว่าประเทศอื่นๆที่รวยๆในยุโรป
ในขณะที่สหรัฐอเมริกา มีภาษีรายได้สูงสุดอยู่ที่เกือบ 35%
ประเทศในยุโรปอย่างอังกฤษ เก็บภาษีรายได้สูงสุดที่ 50%
ในสวีเดน เดนมาร์ก เก็บภาษีรายได้สูงสุดทะลุไปที่ 57% และ 55% ตามลำดับ
และรัฐในสหรัฐก็จ่ายสวัสดิการให้คนจนน้อยกว่า
และสวัสดิการของคนตกงาน รัฐก็จ่ายให้น้อยกว่า และหมดคลังไปไวกว่าประเทศในยุโรป

ความคิด ตรรกะเรื่องการเก็บภาษีที่เก็บต่างกันในแต่ละประเทศ
ก็ยังสะท้อนให้เห็นความคิด ตรรกะ และสถานการณ์ภายในประเทศด้วย
ประเทศที่มีความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติไม่มาก
ประชากรในประเทศจะโอเคกับการที่รัฐจะพยายามลดช่องว่างของรายได้มากกว่า
ซึ่งตรงนี้คือสาเหตุว่า ทำไมประชากรในสวีเดน ซึ่งมักจะไม่ค่อยมีความแตกต่างกันมากในรายได้ เชื้อชาติ
ถึงได้เคยโอเคกับการเก็บภาษีสูงๆมากกว่าประเทศสหรัฐอเมริกา
ซึ่งเป็นประเทศแห่งการอพยพมาขุดทองของคนในหลายๆประเทศ (รวมถึงประเทศไทยด้วย)
แต่เมื่อสถานการณ์ในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย มีผู้อพยพไปอยู่อาศัยมากขึ้น
ทัศนคติของคนในแถบนั้น ก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย

ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งชาวผิวดำมักจะเป็นผู้ที่ได้ใช้สวัสดิการรัฐมากกว่าคนผิวขาว
ในการศึกษาตลอด 20 ปีที่ผ่านมาพบว่า ชาวผิวดำเกือบครึ่ง (ในการศึกษา) คิดว่า สวัสดิการก็ยังต่ำไป
ในขณะที่ชาวผิวขาวเพียง 16% ที่คิดว่ามันต่ำไป
ในขณะที่ 25% ของชาวผิวดำ และ 55% ของชาวผิวขาว คิดว่ามันเยอะไป
และโดยทั่วไป คนที่ได้รับสวัสดิการนั้น ก็เพิ่มความต้องการขึ้นเรื่อยๆ

เท่าที่เขียนมา มันก็ดูเมคเซนส์ดีใช่ไหม
ที่คนจนจะเรียกร้องให้รัฐเก็บภาษีจากคนรวยๆเพิ่มขึ้น เพราะเขาจะได้ประโยชน์จากสวัสดิการมากขึ้น
แต่โลกเราไม่ได้ง่ายเช่นนั้น ยังมีความเมตตากับคนรวยๆในประเทศที่ประชากรมีความแตกต่างสูง มากกว่าที่เราอาจจะเคยคาดคิดกัน

ในขณะที่คนจนที่ได้รับสวัสดิการ จะต้องการสวัสดิการเพิ่มขึ้น ประชากรคนจนที่รับสวัสดิการก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
แต่ในพื้นที่เดียวกันนั้น การสนับสนุนทางด้านสวัสดิการในพื้นที่ ก็น้อยลง
สรุปเรียกว่า ใช้เยอะ แต่ไม่ค่อยสนับสนุน  

ซึ่งพอมาดูการศึกษาจาก NBER หรือ National Bureau of Economic Research ก็พบว่า
กลุ่มคนจนที่จนแต่ยังไม่จนขนาดบ๊วยๆ มักจะมีความลังเล สับสน ตัดสินใจไม่ได้
เกี่ยวกับเรื่องนโยบายการกระจายรายได้ให้เท่าเทียมกันมากขึ้น

จากการค้นพบนี้ นำไปสู่การสรุปข้อค้นพบต่อไปว่า
คนจน ไม่ได้ต้องการ ไม่สนับสนุนการกระจายรายได้เช่นนี้ เพราะหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะรวยบ้าง (ซึ่งเขาก็หวัง แต่ไม่ใช่เหตุผล)
แต่เขาไม่สนับสนุนการกระจายรายได้แบบนี้ เพราะว่า
เขาไม่ต้องการให้คนที่จนกว่าเขา หรืออันดับบ๊วย มีโอกาสขึ้นมาตีตื้น หรือแซงหน้าเขาไป ด้วยนโยบายแบบนี้

ในการศึกษาเรื่อง Last Place Aversion โดยสี่ขุนพล
Ilyana Kuziemko แห่ง Princeton
Taly Reich แห่ง Stanford
Ryan Buell และ Michael Norton จาก Harvard Business School
พวกเขาหานักเรียนมากลุ่มหนึ่ง ในกลุ่มนั้นจะได้รับเงินจำนวนไม่เท่ากัน แตกต่างลดหลั่นกันไป
จากนั้น เขาจะได้รับเงินอีกคนละ 2 เหรียญ เพื่อนำ 2 เหรียญนั้น ให้ใครก็ได้ในกลุ่ม
ผลปรากฏว่า กลุ่มคนที่ได้เงินมาน้อย แต่ไม่น้อยที่สุด จะนำ 2 เหรียญนั้น ให้ใครก็ได้ที่มีเงินมากกว่า
แต่กลุ่มคนที่ได้เงินมากในกลุ่ม กลับพยายามให้เงินเพื่อที่จะทำให้รายได้ของทุกคนเท่าๆเทียมกันมากกว่า

สรุปได้ว่า คนที่เงินน้อยเกือบบ๊วยในสังคม แม้ว่าจะหวังว่า เขาจะมีเงินมากกว่านี้
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าสำหรับเขา ก็คือ ต้องมีคนที่ได้น้อยกว่าเขาอยู่เสมอ
นั่นคือ effect ของ Last Place Aversion หรือการหลีกเลี่ยงที่จะเป็นบ๊วย นั่นเอง
ซึ่งการที่ถูกคนบ๊วยแซงขึ้นหน้าแล้วเราถูกกลายเป็นบ๊วยแทน มันเป็นความรู้สึกที่เจ็บปวดยิ่งนัก

ถึงเรายังไม่แน่ใจกับเรื่องค่าแรงสามร้อยบาทในเมืองไทย
แต่เราก็มั่นใจว่า เราๆก็มีสัญชาตญาณการหนีบ๊วยกันทั้งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสอบ เรื่องงาน เรื่องรายได้ เรื่องการจัดกลุ่มทำรายงานในโรงเรียน
ไม่เฉพาะเพียงเรื่องฐานะทางการเงิน

ใครอยากจะได้ อยากจะดี อยากจะถูกเลือก เป็นคนสุดท้ายบ้าง?

โทษฐานที่ไม่รู้จักกัน

วันที่เรียกว่าเป็นวันดีๆวันหนึ่ง
รถเราวิ่งอยู่ในเมืองตามปรกติ เลนกลาง
แล้วอยู่ๆก็มีรถยนต์ที่มีหญิงสาวสี่คนโดยสารอยู่ วิ่งมาในเลนขวา เปิดไฟจะเข้าเลนซ้าย
พอเห็น รถเราก็ชะลอ/หยุด ให้รถพวกเธอได้เข้ามาด้านหน้า เลนเรา
แต่ก่อนที่เธอจะเข้ามา หญิงสาวที่อยู่เบาะหลังด้านซ้าย
ลดกระจกลงมา โชว์หน้า และตะโกนด่าคันเรา

พอรถของเธอ มาอยู่หน้ารถเราได้แล้ว
ก็ยังเปิดไฟต่อเพื่อเข้าเลนซ้ายสุด
เมื่อพวกเธอสามารถเข้าเลนซ้ายสุดได้
หญิงสาวคนที่เป็นคนขับ ก็ลดกระจกลงมา โชว์หน้า และตะโกนด่าคันเรา ก่อนที่จะเดินหน้าจากไป

.

นับเป็นไม่กี่ครั้ง ที่เราได้แปลกใจกับความโกรธที่ส่งมาจากคนอื่นตรงมาถึงเราขนาดนี้
ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย

นั่นคือประสบการณ์ตรงของตัวเอง
แต่เหตุการณ์เดียวกันนี้ ก็เชื่อว่า มันเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนบนท้องถนน

.

มันเป็นความคิดที่ผลิตออกมาจากหัวมาหลายปีแล้วล่ะ
เรื่องความโกรธเกลียดที่ไม่ต้องรู้จักกันนี่

เราเคยคิดนะว่า มันเป็นเพราะการที่ไม่รู้จักกันหรือเปล่า ทำให้ความโกรธเกลียด มันเกิดขึ้นได้ง่ายดายนัก

.

เราว่า คนจำนวนมาก ก็คงเคยมี หรือกำลังมี เพื่อนที่มีคนอื่นเกลียด หมั่นไส้
หรือแม้แต่ญาติพี่น้องของตัวเองก็เถอะ
แต่มันก็ไม่ได้เป็นเหตุผลในการเลิกคบ จนกว่าเขาจะมาทำความเดือดร้อนกับเราอย่างหนักหน่วงจริงๆ

เหตุการณ์ที่คนขับรถชนคนขับคนอื่นที่กีดขวางรถตัวเอง คงไม่เกิดขึ้น
ถ้าเขารู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน
เหตุการณ์ที่ขับรถปาดหน้ากัน แล้วลงมายิงกัน ก็ไม่น่าเกิดขึ้น
ถ้าเขารู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน

หรือไม่ต้องรู้จักกันทั้งสองฝ่ายก็ได้
ถ้าฝ่ายโกรธเป็นฝ่ายที่รู้จักฝ่ายที่โดนโกรธ เช่น เคยเห็นในทีวี เคยแอบอ่านบล็อกเขามา ฯลฯ
ก็ยังเชื่อว่า เหตุการณ์ทำร้ายกันทั้งทางวาจาและกายา มันจะน้อยลงมาก มาก มาก

แม้แต่หมาตัดหน้า ถ้ารู้จักหมาตัวนั้น ก็ยังไม่ค่อยอยากจะโกรธเลย

.

.

การที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง พูดจารู้เรื่อง ภาษาเดียวกันกับใคร
มันไม่ได้เป็นหลักประกันตามคอมมอนเซนส์ว่า คนๆนั้นจะเห็นเราว่าเป็นมนุษย์อีกคนหนึ่ง
โดยเฉพาะในเวลาที่เขากำลังรู้สึกไม่พอใจเราอยู่
และที่สำคัญ ในเวลาที่เขายังไม่เคยรู้จักเราเลย

การรู้จักกัน ก็เหมือนการสัมผัสถึงความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย
เหมือนเราใส่โปรแกรมในสมองส่วนปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติแล้วว่า
คนกันเอง มีอะไรค่อยพูดค่อยจา

แต่เราก็ไม่มีวันที่จะรู้จักใครทุกคนในสังคมได้หมด
วิธีแก้ปัญหานี้ ด้วยการไปตามไล่รู้จักคน จึงตกไป

จริงๆเรียกว่า ไม่มีวิธีที่จะไม่ให้คนอื่นโกรธเราบนท้องถนนเลยแหละ
เราขับมาดีๆ ไม่กวนประสาทใคร ขับอย่างระวัง ตรงเลน ไม่เปลี่ยนไปมาเป็นแท็กซี่
ก็ยังมีคนจิ้นสถานการณ์ และความคิดของเรา แล้วเอามาโกรธเราได้เป็นวรรคเป็นเวร

จึงได้แต่บอกตัวเองไปว่า อย่าไปโกรธใครขนาดนี้บนท้องถนนหรือที่ไหนๆเลย
เราไม่รู้หรอกว่า วันที่เราระบายอารมณ์โกรธออกไปอย่างไม่ทันนึก
อีกฝ่ายหนึ่งเขาจะโกรธกลับ แล้วทำอะไรกลับที่มันรุนแรงกว่าหรือเปล่า
จริงอยู่ เมื่อความซวยมาเยือน เราคงหนีมันไม่ได้
แต่อย่างน้อย ความซวยนั้น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากที่การกระทำที่เราทำในปัจจุบันมันวอนเอง

.

ในชีวิตเรา พบเจอคนที่ต้องเสียชีวิต หรือเสียอนาคต บนท้องถนน 
ซึ่งจากความโกรธเกลียดที่ไม่น่าเกิดขึ้นมากมาย
ทั้งที่เป็นคนที่ถูกกระทำ และเป็นคนกระทำ
มันช่างเป็นที่น่าเสียดาย ที่ชีวิตที่สามารถใช้ให้มันคุ้มกว่านี้ กลับถูกทำลายลงด้วยอารมณ์ชั่ววูบ

เพียงเพราะเราแค่ไม่รู้จักกัน

 

เที่ยวแสมสาร ทำกิจกรรมปะการัง กับลอรีอัล

มีโอกาสได้จับรถตู้ไปกับทางลอรีอัล ด้วยความอนุเคราะห์จากพี่พร แห่ง ฮิลส์ แอนด์ โนวล์ตัน ที่ทำให้เราได้ไปเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินเล่นในที่ๆมองเห็นทะเล

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ลอรีอัลได้ฉลองวันเกิดครบรอบ 102 ปี และในปีนี้ กิจกรรมของลอรีอัลเดย์ ก็คือ เราจะไปช่วยรักษ์ปะการังกัน ซึ่งเป็นปรกติของวันเกิดลอรีอัลในทุกปีที่จะหากิจกรรมเพื่อสังคม (ส่วนใหญ่จะเน้นผู้หญิง เช่น การจัดเวิร์กชอปความงามให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง อะไรงี้)

ล้อหมุนประมาณแปดโมงครึ่ง และตรงดิ่งไปยังพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล สัตหีบ กันเลย

Read more…

Kerastase Balancing Shampoo – first trial

พูดเรื่องเส้นๆกันบ้าง เส้นๆในที่นี้ ไม่ใช่เส้นใหญ่ เส้นเล็ก เส้นหมี่ ก๋วยจั๊บ เซี่ยงไฮ้ แต่อย่างใด แต่มันคือเส้นผมบนหนังศีรษะ ที่คอยคุ้มแดดคุ้มฝน เป็นหลังคาให้ร่างกายเรานี่แหละ

เมื่อมีผม ก็ต้องดูแลรักษา ยิ่งมีผมยาว ก็ต้องยิ่งดูแลรักษาเข้าไปใหญ่ เพราะยิ่งผมยาว ก็ยิ่งเห็นสุขภาพผมอย่างชัดเจน

โดยส่วนตัว พอใจในผมตัวเองระดับหนึ่งนะ เล็กเป็นเส้นไหม ตรงแหนวเป็นไม้บรรทัดโดยไม่ต้องยืด ไม่เคยกัดสีผม เคยแต่โกรกผมหรือเคลือบผม แต่กระนั้น ก็แอบมีปัญหากับเส้นผมอยู่พอประมาณ

ปัญหาที่ว่าก็คือ เป็นคนผมเส้นเล็กและผมบาง ถึงแม้จะไม่ได้บางผิดปรกติ แต่เพราะหนังศีรษะมันง่าย จึงดูลีบง่ายเป็นกอลลัม ถ้าไม่ได้สระผมภายในไม่กี่วัน ต้องสระผมค่อนข้างบ่อย เช่น วันเว้นวัน หรืออย่างมากก็เว้นสองวัน แต่กลางผมถึงปลายผมจะค่อนข้างแห้ง ทำให้ปรกติเราต้องเลือกซื้อแชมพูสำหรับคนผมมัน เพราะถ้าซื้อแชมพูผมแห้ง หนังศีรษะก็จะยิ่งมันไวเข้าไปใหญ่ แต่สำหรับแชมพูผมมัน แม้ว่าผมจะแห้ง ก็ยังใช้ครีมนวดแบบ leave-on ช่วยได้บ้าง

Read more…

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 31 other followers