Posted by: iamia on: กันยายน 16, 2009
หลายๆคนที่ไปดูภาพยนตร์เรื่อง ห้าแพร่ง มา
คงจะมีประสบการณ์คล้ายๆกันตอนที่มีหนังตัวอย่างเรื่องหนึ่งฉายขึ้น
นั่นคือเสียงกรี๊ดระบบเซนเซอร์ราวนด์โดยมิได้นัดหมายของสาวๆทั้งโรง
เมื่อพบกับหน้าใสๆของพี่เคนธีรเดช เบ้อเริ่มเทิ่มทิ่มเข้าเต็มๆสองตา
กับภาพยนตร์เรื่องใหม่ของค่ายฟีลกู๊ดอย่าง GTH (@gthchannel)
มีเสียงสงสัยประปราย ว่าทำไมอะไรกันกับพี่เคนนักหนา
ทำไมพี่เคนถึงได้เป็นที่ปรารถนาของสาวทุกเหล่าทัพโดยแทบจะพร้อมเพรียงกันขนาดนี้
หลังจากใช้โครโมโซม XX ที่มีอยู่ในตัว บวกกับประสบการณ์ที่สั่งสมมานานปี
เราก็ได้คำตอบว่า
“เพราะว่าพี่เคนตอบครบทุกโจทย์”
ใครๆก็อาจจะนึกแค่ว่า ผู้หญิงชอบคนหล่อ รวย นิสัยดี ฉลาด
แต่จริงๆแล้ว Requirement พื้นฐานที่ผู้หญิงมีต่อผู้ชาย
จะหนีไม่พ้น Requirement ทางด้านความรู้สึกดังนี้
Requirement ขั้นที่ 1. การได้ครองโครโมโซม XY
ถ้าเป็น Maslow ขั้นนี้จะเป็นปัจจัยสี่ พื้นฐานของชีวิต
ซึ่งตรงกับความต้องการพื้นฐานของผู้สาวสักคนที่จะหาผู้บ่าวมาเป็นแฟน
คนๆนั้นต้องเป็นผู้ชายก่อนเลย อันดับแรก ข้อนี้ พี่เคนผ่านฉลุยโดยไม่ต้องสอบ
Requirement ขั้นที่ 2. ความเป็นน้องสาว ลูกสาว
อย่าง Maslow นั้น จะต้องการความปลอดภัยในชีวิต
ในที่นี้ ผู้หญิงก็ต้องการความมั่นคง และอบอุ่น
เหมือนที่ได้จากพี่ชายที่แสนดี คุณพ่อที่แสนใจดี
ผู้หญิงหลายๆคนก็อยากได้ฟิลที่เป็นเด็กสาวตัวน้อยๆในอ้อมกอดเจ้าชายอันองอาจ
แน่นอน พี่เคนให้ได้ (ถ้าเขาจะให้) ทั้งปัจจัยทางกายภาพและจินตภาพ
สาวๆสัมผัสความอบอุ่นผะผ่าวของพี่เคนได้จากแววตาและท่าทาง
ข้อนี้ ถ้าพี่เคนต้องสอบ ก็สอบผ่านอย่างไม่ต้องสงสัย
Requirement ขั้นที่ 3. ความเป็นคนรัก
Maslow เรียกขั้นนี้ว่า ความต้องการที่จะได้รับความรัก
ดูไป พี่เคนก็มีความโรแมนซ์อยู่ในตัวอีกนั่นแหละ
นี่ยังไม่นับว่าหน้าตารูปร่างดึงดูดเพศตรงข้ามประมาณหนึ่ง
ความเร้าใจ รอยยิ้มที่มีเสน่ห์ กล้ามใหญ่ไหล่กว้าง (สำหรับสาวๆบางคนอาจจะรู้สึกว่าดึงดูดจ้าดนัก)
แถมยังรักเดียวใจเดียวอย่างนี้ บวกไปอีกห้าสิบแต้ม ข้อนี้ ให้พี่เคนผ่านแน่นอน
Requirement ขั้นที่ 4. ความเป็นแม่
ผู้หญิงจำนวนมาก แอบมีสัญชาตญาณความเป็นแม่อยู่ ไม่ว่าจะระดับลึกหรือระดับตื้น
แม้แต่คนที่ไม่รักเด็ก ก็มักจะมีสัญชาตญาณนี้แฝงอยู่บ้าง
ผู้หญิงที่ชอบผู้ชายที่เด็กกว่า หรือท่าทางเด็ก มักแอบมีความต้องการและสัญชาตญาณส่วนนี้สูง
ความมีฐานะเป็นครอบครัว เป็นแม่ที่ให้ความอบอุ่นกับลูกๆได้ เป็นที่พึ่งให้กับหัวใจของเด็กในตัวผู้ชายคนนั้นได้
ขั้นที่สี่ของ Maslow เรียกว่า Self-esteem/ Respect
ซึ่งพี่เคนของใครหลายคน มีรอยยิ้มและหัวเราะที่อ่อนวัย สดใส
มีความเป็นเด็กอยู่ในตัว ทำให้พี่เคนตอบสนองความเป็นแม่ได้ ฟันธง!
สุดท้าย – Requirement ขั้นที่ 5. ความรู้สึกที่ดีกับตัวเอง
ถ้าเทียบกับของพี่ Maslow ก็คือ Self-actualization ซึ่งจะไม่ค่อยตรงกัน
ถ้าเป็นความหมายทางด้านการบรรลุหรือความสำเร็จอะไรบางอย่าง
แต่จะพอกล้อมแกล้มกับ Requirement นี้ไปได้ในแง่ที่ทำให้ผู้หญิงมองโลกในแง่ดี รู้สึกดีกับตัวเอง
พี่เคนทำให้ผู้หญิงรู้สึกดีกับตัวเองอย่างไร
ถ้าลองคิดดูว่า ดาราผู้ชายส่วนใหญ่ก็เป็นแฟนกับคนที่สวยไฮโซปรี๊ดๆ
ทำให้ผู้หญิงคนอื่นได้แต่แหงนหน้ามองเป็นแมวมองเฮลิคอปเตอร์ ให้รู้สึกว่าเกินเอื้อม ปลงตกกับสารรูปตัวเอง
ในขณะที่การที่พี่เคน ครองคู่กับคุณหน่อย
ซึ่งไม่ได้มีภาพลักษณ์สาธารณะต่อสายตาผู้หญิงด้วยกันในแง่เป็นคนเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง
ทำให้สาวๆได้มีความรู้สึกที่ดีกับตัวเองมากขึ้นว่า ไม่ต้องเริ่ด ก็สามารถมีแฟนที่ดีได้
ในชีวิตอาจจะได้เจอผู้ชายแบบพี่เคนได้ในซอยบ้านตัวเอง หรือที่ทำงาน
สามารถเอื้อมมือเอานิ้วไปเขี่ยๆได้อย่างมีความสุข
พี่เคนเขย่งก้าวกระโดดข้ามผ่านขั้นนี้ไปได้ง่ายๆ อีกนั่นแหละ
ด้วยการช่วยดึงจินตนาการของสาวๆ มาให้ใกล้ความจริงขึ้นอีกนิดนึง
ฟังดูเหมือนพี่เคนจะเพอร์เฟกต์
แต่ถ้าถามว่าพี่เคนดีเวอร์ๆในด้านไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า เอาจริงๆก็เปล่า
แต่เป็นเพราะว่า พี่เคน “ดีพอ” และ “ตอบสนอง” Requirement ต่างๆของผู้หญิงจำนวนมากได้
ราวกับเซเว่นอีเลเว่น (@7_Eleven) หน้าปากซอย ที่จะเอาอะไรก็มี
ถามว่าของที่เซเว่นมี ไฮโซพรีเมี่ยมสุดๆไปหมดหรือไม่ ก็เปล่า
แต่ของในเซเว่นล้วนแล้วแต่ “ดีพอ” ให้ซื้อได้ทุกวัน
ด้วยเหตุนี้
พี่เคนจึงกลายเป็น OTOP เกรดเอ ของไทยทีวีสีช่องสาม และ GTH (@gthchannel) ไปโดยปริยาย
…
Christopher Langan เป็นบุคคลผู้หนึ่งที่ Malcolm Gladwell ได้กล่าวถึง
ในหนังสือขายดีเวอร์เล่มล่าสุดของเขาที่ชื่อว่า Outliers
เขาเป็นคนที่ได้ชื่อว่า ฉลาดที่สุดในอเมริกัน ด้วยไอคิว 195-210
ซึ่งสูงกว่า Albert Einstein ผู้ได้ชื่อว่าอัจฉริยะ อยู่หลายสิบหน่วย

ใครๆที่ได้ฟังแค่นี้ คงจะคิดว่า คนอัจฉริยะผิดมนุษย์มนาเช่นนี้
ต้องมีชีวิตที่เลิศหรูอลังการ และมีอิทธิพลที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบนโลกนี้อย่างแน่นอน
แต่ในความเป็นจริง กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
Langan มีหนทางชีวิตที่ขรุขระ ตั้งแต่ความยากจน ครอบครัวมีปัญหา
ไปจนถึงครูบาอาจารย์มีปัญหาเพราะฉลาดน้อยกว่า Langan แต่นึกว่า Langan เป็นคนโง่
เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย
และใช้ชีวิตอยู่เงียบๆในฟาร์มม้าของเขาในรัฐมิสซูรี่
จนกระทั่งเขามีอายุ 50 กว่าปี เขาจึงได้ประกาศให้โลกรู้ในวงกว้าง ถึงความเป็นอัจฉริยะของเขา
ในรายการ 1 vs 100 ที่ออกอากาศทาง NBC เมื่อปี 2008 ที่ผ่านมา
แต่มันก็ไม่ได้เปลี่ยนชีวิตเขามากมายนัก
เขาก็ยังอยู่ฟาร์มม้าเหมือนเดิม อ่านหนังสือฟิสิกส์และเขียนคอลัมน์บ้าง
แต่ไม่ได้มีอะไรที่ถูกตีพิมพ์เป็นเรื่องเป็นราว และไม่มีอะไรนอกจากนี้
Lewis Terman นักจิตวิทยาคนดัง ที่เป็นผู้นำในการค้นหาความเป็นอัจฉริยะด้วยการทดสอบ IQ
เขาเริ่มได้ทดสอบ IQ เด็กในปี 1928 และเลือกกลุ่มที่มี IQ เกินกว่า 140 ว่าเป็นอัจฉริยะ
ที่ Terman เรียกเด็กกลุ่มนี้ว่า “Termites” เป็นจำนวน 1,528 คนทั่วรัฐแคลิฟอร์เนีย
และเขาได้ติดตามศึกษาเหล่า termites ไปอีกหลายทศวรรษ
จนกระทั่งเขาเสียชีวิตไป การศึกษาติดตามกลุ่ม Termites ก็ยังไม่จบสิ้นมาจนถึงปัจจุบัน
ด้วยข้อสันนิษฐานว่า เด็กอัจฉริยะเหล่านี้ย่อมประสบความสำเร็จอย่างสูงเป็นพิเศษเมื่อโตขึ้นอย่างแน่นอน
ผลปรากฎว่า ส่วนหนึ่งของกลุ่ม Termites ประสบความสำเร็จในชีวิตตามที่คาด
มีผลงานและหน้าตาตีพิมพ์อยู่ในหนังสือ นิตยสารต่างๆของอเมริกา
ในจำนวน Termites ที่เป็นผู้ชายทั้งหมด 857 คน
70 คนได้มีชื่ออยู่ใน American Men of Science
3 คนในถูกรับเลือกเข้าไปอยู่ใน National Academy of Sceinces
10 คนอยู่ในรายชื่อ Directory of American Scholars
และ 31 คนปรากฏอยู่ในหนังสือ Who’s Who in America (http://www.marquiswhoswho.com/)
และมีส่วนหนึ่งที่มีชีวิตที่ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่มีการศึกษา บางส่วนก็ตกงานอยู่บ้านเฉยๆ ก็มี
สิ่งที่น่าสนใจคือ
ไม่มีใครในกลุ่ม Termites ที่ประสบความสำเร็จแบบโดดเด่นจริงๆ
ในขณะที่ตัวอย่างหนึ่งที่ไม่ได้รับเลือกเป็นกลุ่ม Termites อย่าง William Shockley
เนื่องจากการผลทดสอบ IQ ของเขาต่ำกว่าระดับที่จะเข้ากลุ่ม Termites ได้
ได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และได้สำเร็จปริญญาเอก
ต่อมาได้ทำงานที่ Bell Telephone Laboratories
และได้ช่วยทางแล็บสร้างทรานซิสเตอร์รุ่นแรกขึ้น (point-contact transistor)
และต่อมาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1970
ซึ่งเป็นรางวัลที่ไม่มีใครในกลุ่ม Termites ได้รับเลยสักคนเดียว

ถ้าพูดถึงตรงนี้ ก็อาจจะยังมีบางคนที่คิดว่า
โอ้โห จบฮาร์วาร์ดมา แล้วก็ได้โนเบล เป็นสูตรสำเร็จเลยนะ
เมื่อ Gladwell ไปดูรายชื่อสถาบันการศึกษา ที่เหล่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลจบมา
ก็ปรากฎว่า ไม่ได้มีเพียงแค่ศิษย์เก่าสถาบันในกลุ่ม Ivy League เท่านั้น
ยังมีผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลอีกเยอะแยะตาแป๊ะไก่ ที่จบมาจากสถาบันเบๆ ทั่วอเมริกา
และไม่ได้มี IQ สูงปรี๊ดอะไรกันมากมาย
ข้อสรุปจากกรณีนี้ที่น่าเชื่อถือก็คือ
ถ้าคุณ “ฉลาดพอ” ที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้
คุณก็มี”โอกาส”ที่จะได้รับรางวัลโนเบลในชีวิตนี้แล้ว
คนที่ฉลาดกว่านี้ จะไม่มีข้อได้เปรียบเหนือไปกว่าคุณแต่อย่างใด
(แน่นอน ต้องประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มาให้หมดดังนี้ด้วย
ไม่มีใครนอนกระดิกเท้าปลูกผักเฉยๆแล้วรางวัลโนเบลจะลอยมาหาได้)
…
ที่ร่ายยาวเรื่องพี่เคน และเรื่องรางวัลโนเบลมานี้ เพื่ออะไร?
นอกจากความอยากเล่าเป็นส่วนตัวทั้งสองเรื่องแล้ว
มันยังเป็นสองเรื่องในอีกหลายร้อยเรื่อง
ที่บอกเราว่า ความพอดี ความดีพอ เป็นคำตอบให้ชีวิตในหลายๆด้าน
ความเป็นที่สุดในโลก ที่สุดในซอย
ไม่ได้รับประกันความสำเร็จเสมอไป
ลองสังเกตรอบตัวเราดีๆ เราจะพบว่า
ยิ่ง”ล้นเหลือ”มาก ส่วนที่ “ล้นเหลือ” นั้น จะยิ่งมีประโยชน์น้อยลงไปเรื่อยๆ
คนที่ฉลาดมากพอ มีโอกาสมีชีวิตดีเท่ากับคนที่ฉลาดเหนือไปกว่าตัวเอง
คนที่ฉลาดไปกว่าระดับ “มากพอ” มากๆ ก็มักไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จากส่วนที่เกินนั้นเท่าไหร่
คนที่มีปัญญาสั่งอาหารดีๆได้เต็มโต๊ะทุกมื้อ ก็ทานได้เท่าที่กระเพาะจะรับได้เท่านั้น
ส่วนที่เหลือต่อให้เป็นของดีเลิศมาจากอลาสก้าอาบูดาบี้อย่างไร
ก็ไม่สามารถที่จะบรรจุของเลิศๆพวกนั้นลงท้องได้อีกแล้ว
นักบาสเก็ตบอลต้องมีคุณสมบัติด้านความสูงก็จริง
แต่เมื่อทุกคนในทีม “สูงพอ” แล้ว ส่วนสูงที่เป็นส่วนเกินจากนั้นที่ใครจะมี
ก็ไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบกับคนอื่นๆในทีม และทีมคู่แข่งอีกต่อไป
คนที่เครื่องหน้าสวยเจิดจรัสไปหมดทุกส่วน หู ตา คอ จมูก ปาก หน้าผาก โหนกแก้ม
แต่พอมารวมกันอยู่บนใบหน้าเดียวกันแล้ว
อาจจะสวยซึ้งตรึงตาไม่เท่ากับคนที่เครื่องหน้าส่วนนั้นงั้นๆมั่ง ส่วนนี้สวยๆมั่ง
แต่มารวมกันแล้วเหมาะเจาะพอดีเด๊ะก็ได้
ด้านการออกแบบ วางแผน ก็เช่นกัน
การ “สนองตอบต่อ Requirements” เพื่อให้งาน “ดีพอ”
จึงเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นตัวที่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง
แน่นอน งานที่ดี ต้องตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ครบ
(บวกกับประสิทธิภาพและความงดงามที่สูงกว่าความคาดหวังของผู้ใช้ขึ้นไปอีกหน่อย)
แต่คำว่า “ดีพอ” ไม่ได้หมายความว่า มีสิทธิที่จะมักง่าย เอาแค่นี้แหละ
“ดีพอ” ในที่นี้ คือ ดีพอในมาตรฐานระดับสูง ไม่ใช่เถือกแถแค่ค่าเฉลี่ย
อย่างที่ยกตัวอย่างนักบาส คำว่า “สูงพอ” ของนักบาส
ก็ไม่ใช่สูงธรรมดาระดับคนทั่วไป แต่เป็นมาตรฐานความสูงของนักบาส
จะเป็นไฮโซสมัยนี้ได้ ก็ต้องรวย”มากพอ” ไม่ใช่เพียง”มีอิสรภาพทางการเงิน”
แต่ถ้าเกินไปจาก”รวยมากพอ” จะน้อยหรือจะมาก ก็ไม่มีตำแหน่งที่สูงไปกว่าความเป็นไฮโซ แล้ว
นอกจากจะใส่ adjective กันตามใจชอบเอง
งานออกแบบที่ดี ต้องตอบสนอง Heirachy of Needs ทางการออกแบบเหล่านี้ได้”ครบ”
และต้องพิจารณาแนวคิดเรื่อง “ดีพอ” ตลอดกระบวนการ
Utility
เป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกงานต้องมี มันคือโจทย์ระดับพื้นฐานที่สุดที่เราต้องสนองตอบ
ไม่เช่นนั้น งานของเราก็เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ใดๆ
ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการทานข้าวสวย
หม้อหุงข้าวจึงได้กำเนิดมาพร้อมกับ Utility ในการหุงข้าว
เราต้องการฟังเพลงในที่ต่างๆ
Walkman และ iPod จึงได้กำเนิดมาเพื่อ Utility ในการฟังเพลง
เราต้องการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต
Hotmail, Yahoo!Mail, GMail, Twitter, MSN, Skype, Webboard
จึงได้กำเนิดมาเพื่อ Utility ในการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต
Utility มักไม่ได้เป็นจุดขายของงาน
นอกเสียจากว่า งานนั้นจะเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดไม่เคยมีมาในโลกนี้มาก่อน
เช่น โทรศัพท์เครื่องแรกในโลก ท่อส่งน้ำสายแรกในโลก เป็นต้น
Function
เป็นสิ่งพื้นฐานที่ทุกงานต้องมี ในแง่ของการใช้งาน
ตัวอย่างเช่น หม้อหุงข้าว ก็ต้องมีที่ให้ใส่ข้าวและสั่งหุงข้าว ถ้าไม่มีก็จบเห่กัน เป็นหม้อหุงข้าวไม่ได้
Walkman, iPod ก็ต้องมีที่ให้ใส่เพลง และเล่นเพลง
MSN, GMail ก็ต้องมีที่ให้ใส่ข้อความ ส่งข้อความ รับข้อความ
ตรงจุดนี้แหละ ที่เรื่อง Requirement จะมีบทบาทมาก
เนื่องจากบนโลกนี้มีผลิตภัณฑ์เป็นแสนเป็นล้านอย่าง จึงไม่แปลกที่งานแบบเดียวกันจะมี function แบบเดียวกัน
เช่น Gmail กับ Yahoo!Mail และ Hotmail ล้วนแล้วแต่มี Function พื้นฐานแบบเดียวกันทั้งนั้น
แต่ด้วยความที่ธุรกิจต้องแข่งขันกัน แม้ว่า Function จะตอบสนองความต้องการได้หมดแล้ว
แต่หลายๆครั้งนักการตลาดจึงเลือกมาเล่นกับ Function ต่อไป ซึ่งมักจะเป็นการเพิ่ม Function ใหม่ๆ
เช่น โทรศัพท์มือถือ ถ่ายรูปได้ ถ่ายวีดีโอได้ เข้าเน็ตได้ ต่อGPS ก็ได้ด้วย แถมใส่ได้สองซิมอีกต่างหาก
จริงอยู่ ที่ความต้องการที่ลูกค้ามีต่องานนั้นๆ มันเปลี่ยนแปลงกันได้
เดี๋ยวนี้โทรศัพท์ก็ต้องมีกล้องมือถือแล้วเป็น Requirement หลัก จากเมื่อก่อน ขอแค่โทรเข้าโทรออกก็พอ
อย่างไรก็ตาม จากหลักฐานธรรมชาติเรื่อง “ดีพอ” เราก็จะเห็นได้ว่า ยิ่งมาก ก็ไม่ได้แปลว่ายิ่งดี เสมอไป
ถ้าว่าด้วยเรื่องของกฏ 80/20 และ Parkinson Law ที่เคยเขียนไปแล้วที่
http://iamia.wordpress.com/2008/04/18/8020-rule-and-parkinson-law/
และ ความขัดแย้งระหว่าง Feature กับ Usability ที่เขียนไว้ที่
http://iamia.wordpress.com/2008/03/18/features-vs-usability/
เมื่อเราตอบโจทย์เกินความต้องการของผู้ใช้ ผู้ใช้อาจจะรู้สึกดีที่ได้ของแถม
แต่นั่นไม่ได้เป็นการรับประกันว่า งานของเราจะประสบความสำเร็จ
ดังเช่นที่เราเห็นหลายๆงานที่ function เยอะเวอร์ๆในท้องตลาด แต่ขายไม่ค่อยออก
เนื่องจากความต้องการด้านอื่นๆยัง”ไม่ดีพอ”
Affordance
เทียบ Function เป็นนามธรรม Affordance คือรูปธรรมของ Function
เช่น หม้อหุงข้าวมี function ในการสั่งหุงข้าว Affordance คือสิ่งที่จะทำให้ผู้ใช้สั่งหุงข้าวได้
เช่น ปุ่มกด ลูกบิด สวิทช์
GMail มี Function ในการใส่ข้อความ ส่งข้อความ รับข้อความ
Affordance ของ Function เหล่านี้ก็เช่น ช่องกรอกข้อความ ปุ่มส่งข้อความ กล่องรับจดหมาย
ใน Requirement ของผู้ใช้ ในหลายๆครั้ง Affordance ก็จะถูกกำหนดมาเลย
และในหลายๆครั้ง เราก็ต้องตีโจทย์จาก Requirement ทางด้าน Function
ซึ่งถ้าเรากำหนด Affordance ผิด ก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานลดลงด้วย
เช่น ทำประตูบานเลื่อน แต่ Affordance ดันเป็นลูกบิด แทนที่จะเป็นมือจับ
ใช้ Radio Button กับตัวเลือกที่สามารถเลือกได้มากกว่าหนึ่ง
ซึ่งในประเด็นนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับ Usability เต็มๆ
Affordance ที่”ดีพอ” จะต้องตอบสนองระหว่าง Function กับ Usability ได้ดี
Usability
Function เป็นนามธรรม Affordance เป็นรูปธรรมของ Function
Usability จะเป็นคุณภาพของ Affordance ซึ่งสะท้อนไปถึง Function
ถ้า Usability ดี ก็คือ Function หรือการใช้งาน ผ่าน Affordance ก็จะดีไปด้วย
เรียกง่ายๆก็คือ ใช้งานง่าย ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย พลาดยาก
Usability ไม่ดี ก็คือความหมายตรงกันข้าม
แล้วถ้า Usability ดี ผู้ใช้ก็จะพึงพอใจในการใช้งาน และก้าวผ่านประตูขั้นแรกสู่การเป็นผู้ใช้ประจำ
และเนื่องจากในโลกนี้สินค้าบริการงานมีมากมายมหาศาล
นักธุรกิจ การตลาด ก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ Usability เพื่อสร้างความแตกต่าง
ยกตัวอย่างเช่น ขวดยาที่ออกแบบใหม่ โดย SVA เพื่อห้าง Target
เพื่อให้คนอ่านฉลากยาได้ง่ายขึ้น อ่านได้ง่ายทุกมิติ มีสีฝาขวดที่แตกต่างไปตามสมาชิกในบ้าน

หรือสร้าง Affordance แบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อ Usability ที่ดีขึ้น
แม้ว่า การใช้งานที่”ง่ายพอ” จะทำให้งานขายได้ง่ายในปัจจัยหนึ่งแล้ว
ก็ใช้ว่า ต้องทำ Affordance แบบเดิมๆเพื่อตอบโจทย์เดิมๆเสมอไป
ในตลาดโลกที่ของเดิมๆ Utility เดิมๆ Funciton เดิมๆ ก็ “ดีพอ” อยู่แล้ว
การนำเสนอ User Experience หรือประสบการณ์การใช้งานแบบใหม่ๆ
ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความแตกต่าง โดดเด่นให้กับงานเราอย่างไม่น้อย
เช่น Click-Wheel ของ iPod ซึ่งเป็น Affordance ที่ช่วยด้าน Navigate เพลงได้
อย่างที่ Affordance แบบอื่นๆที่เคยมีมาก่อนไม่สามารถทำได้ในรูปแบบนี้

ในปัจจุบันเราจะเริ่มเห็นวิวัฒนาการทาง Usability/User Experience
ที่นักธุรกิจ/การตลาด นำมาใช้เป็นจุดขายแบบ Blue Ocean Strategy เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในสมรภูมิที่ Utility/Function ถึงจุดอิ่มตัวเป็นสีแดงฉาน
Aesthetic
ข้อนี้ดูเหมือนจะไม่เกี่ยว แต่จริงๆแล้วเกี่ยวอย่างที่สุด
ความน่าดึงดูด ความสวยงาม ที่ “มากพอ” จะเป็นส่วนช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกดีๆกับงานเรา และยินยอมที่จะใช้งานเรา
ถ้า Utility/Function/Affordance/Usability ตอบสนองความต้องการได้ “มากพอ” แล้ว
เราจะพบว่า ผู้ใช้หรือลูกค้า จะเสาะแสวงหาความสุขทางความสวยงามมากขึ้น
ในปัจจุบัน เราเห็นได้ทั่วไปว่า
นาฬิกาเป็นเรื่องของความสวยงามมานานมากแล้วเพราะ Function ของมันอิ่มตัวตั้งแต่ร้อยปีก่อน
ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วไปเลือกโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ รถยนต์ ที่รูปลักษณ์ ความสวยงาม เป็นหลักแทบทั้งนั้น
แบบไหนที่ถูกใจ แบบไหนที่สะท้อนตัวตน ล้วนแล้วแต่เป็น Requirement ด้านจิตใจ
เมื่องานไหนที่ผ่าน Requirement ด้านจิตใจนี้ “มากพอ” ก็ย่อมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศอย่างไม่ต้องสงสัย
จะเห็นได้ว่า ความ “ดีพอ” มันไม่ทำให้การทำงานของเราลดลงเลย
แต่มันจะยิ่งทำให้เรารอบคอบในการคิดออกแบบ แก้ปัญหา มากขึ้น
โดยการที่ต้องออกแบบไป ทบทวนไปว่า มัน “ครบ” หรือยัง “ดีพอ” หรือยัง
และการที่ “ครบ” และ “ดีพอ” ก็ไม่ได้ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรมใหม่ๆ แต่อย่างใด
สุดท้าย
การที่คุณผู้อ่านทั้งหลาย “อดทนพอ” ที่จะอ่านได้จนจบบรรทัดนี้
ก็แสดงได้ว่า รักกันจริง นะเนี่ย
(ตู่เอางี้เลยนะ)
(
ป.ล.
มีไอเดียจะคัดเลือกและรวมเล่มบทความในบล็อกนี้แจกจ่ายภายในต้นปีหน้าค่ะ
ตอนนี้คิดว่าคงเป็นในรูปแบบ CD มากกว่า
เพราะคนสั่งไม่น่าจะเยอะ ซึ่งทำให้ต้นทุนในการพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือจะสูงมากเกินไป
ใครสนใจติดต่อได้ที่อีเมลด้านขวาบนของหน้าเว็บนะคะ
)
รูปพี่เคนจาก
http://hilight.kapook.com/view/14797
รูปคุณ Christopher Langan จาก
http://hubpages.com/hub/Christopher-Langan
รูปคุณ William Shockley จาก
http://www.psychologytoday.com/blog/beautiful-minds/200909/the-truth-about-the-termites
รูปขวดยาร้าน Target จาก
http://nymag.com/nymetro/health/features/11700/index1.html
รูป iPod จาก
http://www.ipod.com/
อ้างอิงข้อมูลจาก
หนังสือ Outliers ของ Malcolm Gladwell
http://discovermagazine.com/2008/oct/01-20-things-you-didnt-know-about-genius
http://giftedexchange.blogspot.com/2009/02/is-genius-born-or-learned.html
http://www.newworldencyclopedia.org/entry/Lewis_Terman
http://www.psychologytoday.com/blog/beautiful-minds/200909/the-truth-about-the-termites
http://www.stanfordalumni.org/news/magazine/2000/julaug/articles/terman.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Christopher_Langan
http://hubpages.com/hub/Christopher-Langan
http://www.businessweek.com/careers/workingparents/blog/archives/2008/12/malcolm_gladwel.html
Posted by: iamia on: กรกฎาคม 2, 2009
สถาปัตยกรรมข้อมูล
ก็เช่นเดียวกับบ้านเรือน สถาปัตยกรรมรอบๆตัว ในโลกนี้
ที่มีทั้งดี และไม่ดี พลาด และไม่พลาด
วันนี้ เฮียจา (Jacob Nielson) บิดาแห่งศาสตร์เรื่อง Web Usability
จะมาแจงให้ฟังว่า สิบประการที่เฮียเห็นว่าพลาดกันจริง พลาดกันจังนี้
มีอะไรบ้าง
และเพื่อศักดิ์ศรีติ๊งต๊องของผู้เขียน
ไม่เคยมีล่ะที่จะแปลเขามาเป๊ะๆ
ขอเล่าในแบบฉบับของตัวเองเป็นภาษาไทยก็แล้วกัน
ข้อผิดพลาด แบ่งเป็นเรื่องโครงสร้าง 5 ประการ
และเรื่อง Navigation อีก 5 ประการ ดังจะกล่าวบทไป
ความผิดพลาดประการแรกนี้ ก็ออกจะกำปั้นทุบดินมากๆ
เหมือนบอกว่า ข้อผิดพลาดของความรัก คือการไม่มีรัก อะไรอย่างนั้น
แต่นี่คือความผิดพลาดที่ต้องพูดถึงอันดับแรก
ที่มักจะเกิดกับไซต์ข่าว หรือไซต์ขายของ ที่มีการเพิ่มปรับเนื้อหาเป็นประจำ
ยิ่งไซต์ที่มีการยุบหนอพองหนอของเนื้อหาและส่วนต่างๆ
ยิ่งต้องมีการวางผังโครงสร้างเอาไว้ เพื่อไม่ให้เสียศูนย์
ไม่งั้นจะเหมือนกรุงเทพอย่างทุกวันนี้
ที่สะพาน เสาไฟฟ้า โทรศัพท์ ป้ายโฆษณา รถไฟฟ้า ฯลฯ
มะรุมมะตุ้ม เดี๋ยวทุบเดี๋ยวเท กันให้วุ่นวาย
สร้างพาดทับซ้อนกันยิ่งกว่ารางรถไฟเหาะตีลังกาเสียอีก
ถามว่า แล้วมันอยู่ได้ไหม ถ้าไม่มีโครงสร้าง
มันก็อยู่ได้…แบบเดินๆบนถนนกรุงเทพที่น้ำท่วมแล้วก็ตกท่อ
จะสร้างสะพานข้ามแยกแต่ติดรางรถไฟฟ้า
ก็เลยต้องสร้างให้มันสูงชันซ้อนเกทับขึ้นไปอีก
ก็อยู่ได้แบบนี้ อะไรประมาณนั้น
SEO ก็มีประสิทธิภาพน้อยลง เพราะอาจจะขาดการเชื่อมต่อ หรือซ้ำซ้อนเกินไป
หรือแทนที่ผู้ใช้จะเดินไปที่หน้าเว็บอื่นๆในไซต์ได้ง่ายๆ
ก็อาจจะต้องเล่นซ่อนหา กันมากบ้าง น้อยบ้าง ไปตามเรื่องตามราว
แม้ว่าเดี๋ยวนี้ผู้ใช้จะใช้วิธี search เพื่อมาเจอไซต์เรา
และจะมาแลนดิ้งที่หน้าไหนของไซต์เราก็ได้โดยไม่ต้องผ่าน navigation จากหน้าแรก
แต่มันก็ไม่ได้แปลว่า เราตัด Navigation ทิ้งไปได้เลย หรือทำเอาแบบเข้าใจว่าผู้ใช้รู้จักไซต์เราดีแล้ว
เพราะผู้ใช้ ก็ยังต้องสนใจอยู่ว่า
1. โอ้ว…นี่เราอยู่ที่ไหนกัน (Where am I?)
2. โอ้ว…นี่เราสามารถทำอะไรตรงนี้ได้บ้าง (What can I do here?)
3. โอ้ว…นี่เราจะไปไหนต่อได้จากตรงนี้ (Where can I go from here?)
ยิ่งถ้าไซต์มีหลายๆส่วนแล้ว การที่มี Category Landing Page เช่น
ไซต์ข่าว เมื่อผู้ใช้คลิกไปที่ “บันเทิง” ก็ควรจะมีหน้าที่รวมข่าวบันเทิง
แล้วจากนั้นสามารถแยกไปดูรายละเอียดของแต่ละข่าวได้
ซึ่งจริงอยู่ว่า เนื้อหาที่เราต้องการอ่านจริงๆคือรายละเอียดข่าว
แต่หน้าสรุปหรือสารบัญเนื้อหาเกี่ยวกับ Section นั้น
ถ้ามาจากการ Browse ตามลำดับ
จะทำให้เรารู้ว่า ที่นี่จะเป็นที่ที่เขาไปต่อไปได้ เขามาถูกที่แล้ว
และอีกทั้งยังมีเนื้อหาที่อาจจะเป็นที่ต้องการอื่นๆอีกด้วย
ถ้าเปรียบเป็นอวัยวะ
การที่ไม่มีหน้า Category Landing Page
บางครั้งก็จะเหมือนกับมือที่ไม่มีฝ่ามือ
เป็นแขนมาแล้วอยู่ๆนิ้วก็งอกจากปลายแขนมาห้านิ้วเลย
สยึมกึ๋ยพิลึก
ดูตัวอย่างจากไซต์ http://www.bcc.co.uk
หน้าส่วนข่าวศิลปะ บันเทิง และหน้าที่ไปตัวข่าวนั้นๆ

หน้าแรก ข่าวบันเทิง

หน้ารายละเอียดข่าว
Polyhierachy มีความหมายเป็นภาษาคนขึ้นมาอีกหน่อยว่า
การที่สิ่งหนึ่งๆ มี parent node มากกว่า 1
ในโลกกายภาพ ยากที่จะเกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นก็จะเกิดความสับสนอย่างชัดเจน
เช่น คนๆนี้ ต้องเกิดจากพ่อ 1 และแม่ 1 เท่านั้น
ใบไม้ 1 ใบ ต้องงอกออกมาจากกิ่งๆเดียว จากลำต้นๆเดียว
ของ 1 อย่าง อยู่ได้ทีละ 1 สถานที่เท่านั้น
อย่างนี้ไม่สับสน
แต่เมื่อไหร่ที่มีความซ้อนทับ เหลื่อมล้ำ
อย่างเช่น เขาพระวิหาร หรือน้องปอย หรือนิโคตินเจล
ก็จะเกิด common problem ของโลกกายภาพในการระบุ parent node
แต่ด้วยคุณสมบัติของโลกดิจิตอล
สิ่งๆหนึ่ง สามารถมีร้อยพ่อพันแม่ได้
item หนึ่ง สามารถจะโยงมาจาก node ใดๆก็ได้
นักขายบางคน จึงนิยมให้สินค้าชิ้นหนึ่งๆของตน อยู่ไปทั่วทุกสารทิศในไซต์
เช่น ในไซต์มีหมวด ห้องนอน และห้องนั่งเล่น
นักขายก็เอาโซฟาตัวหนึ่ง เอาไปอยู่ทั้งสองหมวดเลย
เพื่อจะหวังยอดขายได้มากขึ้น
แต่มองในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้ใช้ก็เกิดความสับสนได้ง่ายเช่นกัน
ในหลายๆกรณี ก็เป็นประโยชน์
แต่ในอีกหลายๆกรณี ก็ทำให้สับสนว่า ผู้ขายจงใจสับขาหลอกหรือเปล่า
การที่ item หนึ่งจะอยู่หลายๆที่
จึงอาจจะไม่ได้เป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุด
เท่ากับการกำหนด category ในไซต์ให้ชัดเจน
ในกรณีนี้ คำตอบอาจจะเป็น การเปลี่ยน Category เป็นประเภทเฟอร์นิเจอร์
แทนที่จะเป็นประเภทของห้อง
หรือถ้าแน่ใจว่า category ที่ออกแบบมานั้นดีแล้ว
ก็ต้องแน่ใจด้วยว่า เราไม่ใส่สินค้าซ้ำซ้อนในแต่ละ category จนเกินไป
ควรจะใส่เท่าที่จำเป็น ถ้าแน่ใจว่า โซฟาตัวนั้นเหมาะกับทั้งห้องนอนและห้องนั่งเล่นจริงๆ
มิเช่นนั้น ประโยชน์ของ Category จะด้อยค่าลงอย่างแรง
กลยุทธ์ที่ฮิตกันจนแทบจะเป็นหลักการในการทำตลาดอย่างหนึ่งคือ
การสร้าง Microsite โปรโมท event หรือ สินค้าใหม่
แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาด้วยคือ เมื่อทำไปแล้ว สักระยะ พี่จะทิ้งหรือพี่จะเก็บไว้
ในหลายๆครั้งพี่เก็บไว้เพราะพี่เห็นว่า ข้อมูลนำไปใช้ต่อได้
เช่น ไซต์รถ เมื่อโปรโมทรุ่นใหม่ ก็ทำไซต์สำหรับรถรุ่นนี้ขึ้น
พอนานๆไป หมดช่วงโปรโมท ก็ยังใช้ไซต์นี้เป็นแหล่งข้อมูล
สำหรับผู้ซื้อรถที่ไม่ต้องการเห่อตามกระแสได้
ก็จะเห็นได้ว่า Microsite นั้น มีประโยชน์การใช้งาน ทั้งระยะสั้น และระยะยาว
แต่ถ้าไม่ได้ทำ Microsite ให้สอดคล้องกับไซต์หลักแล้ว
อาจจะมีปัญหาในเรื่องการเดินทางภายในไซต์ได้
อาจจะไม่มีแม้แต่จุดเชื่อมโยงหากัน
ราวกับสมมติว่าถ้าภูเก็ตไม่มีสะพานสารสินเชื่อมกับพังงา
มีแต่ถนนภายในเกาะเท่านั้น เป็นต้น
หน้าแรก โตโยต้าประเทศไทย
หน้าแรก รถยนต์ โตโยต้า ยาริส
แล้วพอหนูอยากดูรถรุ่นอื่นล่ะคะพี่ หนูต้องทำยังไง
หนูจะคำนวณค่าผ่อนค่าดาวน์ตรงไหน
หนูกลับไม่ได้ ไปไม่ถึงค่ะพี่
ถึงจะเป็นกำปั้นทุบดินรอบสอง แต่ก็เห็นบ่อยมากจริงๆ
มักจะเกิดกับหน้าเว็บย่อยๆ โดยเฉพาะหน้าเว็บที่เกี่ยวข้องกับ Function
ที่เบื้องหลังอาจจะเกิดมาจากว่า มันเป็นหน้า function มากๆ
จนดีไซเนอร์บอกว่าไม่ยุ่ง หรือผู้จัดการ บอกว่า ดีไซเนอร์ไม่ต้องยุ่ง
เช่น หน้าหลักจากการ Submit อะไรบางอย่าง
ไม่ว่าจะเป็น Submit หน้าติดต่อเรา หรือ Submit ยืนยันการจ่ายเงิน
ที่พอผู้ใช้กดไปปั๊บ ก็กลายเป็นหน้าว่างๆ ทุกอย่างหายไป
แล้วมีคำยืนยันว่าเรา Submit แล้วอยู่นิดหน่อย
จากนั้นเราผู้นั้นก็ต้องงมหาทางกลับหาทางไปเอาเอง
ช่างน่าสงสารเป็นยิ่งนัก
อีกอย่างหนึ่งคือ การทำ Navigation ไปเหมือนโฆษณาเกินไป
ผู้ใช้จะเกิด Banner Blindness Bleed
นั่นคือ มองข้ามสิ่งที่คิดว่าเป็นโฆษณาไป
แล้วจะทำให้มองไม่เห็นว่านั่นคือ Navigation หรือเนื้อหาจริงๆ
เพิ่งไปเจอเว็บไทยรัฐโฉมใหม่
http://www.thairath.co.th/
ที่นำเอาแบนเนอร์โฆษณาไปรวมเป็นพื้นที่เดียวกับพาดหัวข่าว
โดยให้มัน Rotate ไปเรื่อยๆ
นัยหนึ่งนั้น ก็เป็นการจัดการพื้นที่หน้าในแบบหนึ่ง
แต่ข้อเสีย(หรือข้อดี?) ของมันคือ ถ้าเป็นมือใหม่ของเว็บนี้
อาจจะเผลอคลิกกดได้ หรือสับสนว่าจะมองข้ามหรือมองมันดี
คิดในแง่ดี CTR อาจจะสูง เพราะกดพลาดเยอะ
แต่นั่น ก็ทำให้ CTR มันเพี้ยนเพราะกดพลาดเยอะได้เช่นกัน
ถ้ามองในแง่รายได้ ก็อาจจะชอบ
แต่ผู้ใช้เรื่องมาก สับสนง่ายอย่างเรา ไม่ชอบแน่ๆ

หน้าแรก ไทยรัฐออนไลน์
มักเกิดได้จากทั้งการออกแบบที่ต้องการใส่ความครีเอทลงไปเกินเหตุ
และการออกแบบที่ไม่ได้คิดอะไรเลย
ไม่ว่าจะเป็นการทำ Navigation ที่ดุ๊กดิ๊กเลื่อนไปเลื่อนมาให้ผู้ใช้เล่นไล่จับ
หรือการทำ Popup มาบัง Navigation ไม่ให้กดได้
อย่างไรก็ตาม การออกแบบต้องคำนึงถึงจุดประสงค์การใช้งานเป็นหลัก
นอกจากไซต์ส่วนตัว หรือไซต์พิเศษจริงๆ
ที่ต้องการให้ผู้ใช้เล่นกับไอเดียการออกแบบของเรา
ไซต์อื่นๆ ปล่อยให้ผู้ใช้เขาโฟกัสกับงานและสิ่งที่เขาต้องการไปดีกว่า
ดีกว่าจะมานั่งเรียนรู้การใช้งาน UI “แบบเมพๆ” ของเรา
นักออกแบบที่มักจะพลาดข้อนี้ มักจะเป็นเพื่อนกับพี่ข้อที่ 7 ไม่ก็เป็นคนเดียวกัน
ไซต์ที่ทำให้ผู้อื่นใช้งาน ก็ควรทำให้เขาเหล่านั้นเข้าใจและเรียนรู้การใช้งานได้อย่างรวดเร็ว
ไม่หยุมหยิม จุกจิก และเป็นแบบเดียวกันทั้งไซต์
ซึ่งไม่ได้แปลว่าแต่ละหน้าต้องมี Navigation ไปสู่ทุกหน้าเหมือนๆกัน
แต่แต่ละหน้าต้องมี
1. Pattern ในการ Browse อย่างเดียวกัน เช่น เข้าไปในหน้าที่มาจากหน้าหลัก
ถึงจะมี Local Navigation ย่อยออกมา
2. Global Navigation แบบเดียวกัน ไม่ใช่เดี๋ยวมีหน้า Home เดี๋ยวไม่มี
พี่ข้อนี้ก็คงเป็นเพื่อนหรือคนๆเดียวกับข้อ 7 กับ 8 ได้
พฤติกรรมตอบสนองเมื่อผู้ใช้คลิก ต้องเหมือนกัน
ไม่ใช่เดี๋ยว Highlight เดี๋ยวไม่ Highlight
เดี๋ยวกดได้เดี๋ยวกดไม่ได้โดยที่ไม่มีบอกใบ้เอาไว้
มี Navigation หลายๆที่เปะปะไม่เป็นระเบียบ
การใช้ศัพท์แสงในวงการ อาจจะทำให้เราดูดีมีความรู้จริงเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ
แต่ต้องดูผู้ฟังด้วย
นักพฤกษศาสตร์ อาจจะคุยกันเรื่อง CONVOLVULACEAE
ในขณะที่ชาวบ้านเรียกว่า ผักบุ้ง
ตากล้องอาจจะพูดว่า F กว้าง F แคบ
ในขณะที่ชาวบ้านพูดว่า หน้าชัดหลังเบลอ
ฉะนั้น การตั้ง Label ให้กับ Navigation Menu นั้น
ก็ไม่ต่างอะไรกับการสื่อสารกับคนอื่น
เราต้องรู้ว่า ผู้ใช้ของเราเป็นใคร
พวกเขาใช้ศัพท์แบบใดในการพูดคุยกันเรื่องนั้นๆ
และถึงเขาเข้าใจศัพท์บางประเภท แต่ศัพท์ประเภทใดที่เขาใช้กันจริงๆ
ซึ่งสรุปรวมจริงๆแล้ว
การวางแผนออกแบบเว็บไซต์ที่พลาด ก็คือทำให้ผู้ใช้สับสน นั่นเองแหละ
10 ข้อนี้ เป็นข้อใหญ่ๆที่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายให้เมาท์
แต่ก็พอจะเป็นแนวทางที่ดีในการวางโครงสร้างเว็บโดยคร่าวๆได้แล้ว : -)
โครงร่างจากที่เฮียจาเขียนไว้ที่นี่
http://www.useit.com/alertbox/ia-mistakes.html
Posted by: iamia on: มิถุนายน 17, 2009
ใครทำธุรกิจ แล้วไม่อยากมีลูกค้าบ้าง?
นั่นสิ ถ้าไม่อยากแล้วจะทำไปทำไมกั๊นนน…
เจ้าของธุรกิจใดๆก็ตาม
ถ้าต้องการให้กิจการรุ่งเรือง
ก็มักจะปรารถนาให้มีช่องทางปล่อยคาถาเข้าสู่ผู้บริโภค ให้มาซื้อของๆตนกันทั้งนั้น
แม้แต่องค์กรไม่แสวงหากำไร ก็พยายามเข้าถึงคนที่จะมีโอกาสควักเงินสนับสนุนให้ได้
การตลาดที่พยายามเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง
ทำกันมาตั้งแต่เก่าก่อน ตั้งแต่มีสื่อมวลชนเกิดขึ้น
ตัวอย่างเช่น โฆษณาเพลงหมอลำ ที่เปิดกระหน่ำวิทยุขณะพี่สมศรีกำลังรีดผ้าให้คุณนาย
โฆษณาสบู่ผิวขาวคนกรุงเทพ ที่ออนแอร์ขณะคุณนายกำลังดูดาวพระศุกร์รีเมคที่สามสิบแปด
โฆษณาเครื่องสำอาง ในนิตยสารประจำร้านทำผม
โฆษณา work at hell ที่ป๊อบอัพขึ้นมาทิ่มตาเราเวลาเปิดเว็บหลายๆแห่ง
โปรโมชั่นแจกฟรีที่พักบวกชุดว่ายน้ำ โดยใช้โควต้าคะแนนสมาชิกในบางเว็บ
โปรโมชั่นแจกยาสระผมตัวใหม่ หน้าออฟฟิศแถวสีลม
หวังว่าจะให้ลูกค้าได้มีโอกาสในชีวิตที่เห็นแบรนด์ เห็นสินค้าของตนกันทั้งนั้น
เรื่องอย่างนี้ บางทีก็พึ่งยี่ปั๊ว ซาปั๊วให้คอยโปรโมทสินค้าเรา (เพราะจะสะสมยอดขาย) ไม่ได้
เพราะถ้าลูกค้าไม่รู้จัก ไม่ซื้อ พี่ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ก็ไม่อยากเอาของเราไปวางให้เกะกะร้านเช่นกัน
(มันขายไม่ออกก็ทำยอดไม่ได้ ไปไป๊ เอาของของนายกลับไปดีกว่า อย่ามาล่อด้วยของรางวัล ชิชะ)
การตลาดแบบนี้ เป็นอันรู้กันว่ามันคือ การตลาดที่เข้าถึงโดยตรงต่อผู้บริโภค
หรือเรียกเป็นภาษาปะกิดว่า DTC Direct-to-Consumer Marketing นั่นเอง
อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าก็ส่งอินเทอร์เน็ตมากำเนิดบนโลกมนุษย์
แล้วตั้งแต่นั้นมา โลกก็เปลี่ยนไป โดยที่คนทำธุรกิจ และนักการตลาดหลายๆคนยังไม่รู้ตัว
เงินที่มากกว่า ไม่ได้ทำให้มีอำนาจในการส่งสาร
อย่างที่เรารู้ๆกัน และพูดๆกัน
เรามาถึงยุคที่ข้อมูลเต็มโลกไปหมด
เราไม่สามารถปิดบัง หรือเอาหัวมุดทราย ทำเป็นไม่เห็นได้
ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ
เมื่อกลางปีที่แล้ว เขียนไว้ใน entry นี้
http://iamia.wordpress.com/2008/07/13/consumer-review/
ว่า
“
บริษัท Opinion Research Corporation
ได้ทำวิจัยสำหรับผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ใน US เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ถึงอิทธิพลของ Consumer review
ปรากฏว่า 61% ของจำนวนผู้ซื้อทั้งหมดที่สำรวจ บอกว่า
เขาจะหา online review จากบล็อก กระทู้ และจาก feedback ที่ออนไลน์ตามเว็บต่างๆ
ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการ
Search Engine เป็นเครื่องมือที่นิยมในการค้นคว้าหาข้อมูลเหล่านี้
และใน 61% นี้ ประมาณ 80% ตอบว่า ข้อมูลเหล่านี้ มีผลต่อการซื้อของพวกเขา
Linda Shea, senior vice president บริษัท Opinion Research ได้กล่าวว่า
สมัยนี้ การที่ธุรกิจใดจะหลุดรอดจากการวิจารณ์ ประเมิน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
สินค้าหรือบริการที่ผู้ซื้อทั้งหมดที่สำรวจ ได้ทำการค้นหาข้อมูลก่อนเป็นส่วนใหญ่ ก็คือ
สินค้าบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว พักผ่อน อยู่ที่ 82%
สินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า อยู่ที่ 80%
ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน 66%
เสื้อผ้า 55%
ยานพาหนะ 55%
เครื่องบำรุง เครื่องสำอาง 40%
อาหาร 24%
“
นั่นก็เกือบครอบคลุมปัจจัย 4 ไปแล้วนะ บร๊ะเจ้า!
แต่ไม่ต้องตกใจว่า
ว้าย เกมเปลี่ยนมืออย่างนี้แล้ว เราจะทำการตลาดต่อไปได้อย่างไร
ขอต้อนรับสู่ยุคของ การตลาดแบบผู้บริโภคเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของเจ้าของกิจการ
ภาษาปะกิดเรียกว่า DFC Direct-from-Consumer Marketing
ไม่ว่าคุณจะทำอะไรที่ไหน ผลิตของอะไรขึ้นมา
เราจะตามไปเม้น เม้น เม้น…
เราจะตามโพสต์ โพสต์ โพสต์…
เราจะตามไปชม ชม ชม…
เราจะตามไปด่า ด่า ด่า ด่า ด่า ด่า ด่า ด่า ด่า…
(ก็ตามความเป็นจริง ด่าต้องเยอะกว่าชมนี่นะ)
การรับมือกับ DFC อย่างเหมาะสม ก็เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดเชิงรับนั่นเอง
จริงๆแล้ว DFC ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในสมัยอินเทอร์เน็ตลืมตาดูโลก
DFC ไม่จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตสักนิด
DFC อาจจะมาในรูปของจดหมาย หรือโทรศัพท์ก็ได้
หลายๆบริษัทโฆษณาเบอร์ Call Center ของตัวเอง
แต่เมื่อลูกค้าโทรมาหาแล้ว จะปฏิบัติตัวต่อลูกค้าอย่างไร
บริษัทที่ดี สั่งสอนพนักงานอย่างดีและพนักงานจำได้
แต่จะมีสักกี่แห่ง ที่เตรียมตัวรับมือกับความไม่แฮปปี้ของลูกค้าได้จริงๆ
แม้แต่ในยุคที่เรามี Online Contact Form แล้ว
ผู้บริโภคสามารถติชมก่นด่าบริษัทได้โดยตรง
แต่ในหลายๆครั้ง ที่ผู้บริโภคพยายามทำตัวเป็นลูกค้าที่ดี
โดยการสื่อสารผ่านช่องทางที่เปิดให้ติดต่อโดยตรง
ก็กลับไม่มีการตอบสนองใดๆจากต้นตอ
บ่อยครั้งที่เงียบเป็นเป่าสาก เหมือนไม่เคยเกิดขึ้น
เหมือนไม่เคยเข้าหน้าเว็บนี้ ไม่เคยเสียเวลานั่งจิ้มคีย์บอร์ด กด Submit เลย
ทำให้ผู้บริโภคงง
เอ๊ะ หรือว่าเราจะฝันไปเองว่าไปเข้าเว็บบริษัท XYZ มา?
เมื่อก่อน เงินเท่านั้น ที่จะทำให้เกิด one to many ได้
คนมีเงินเท่านั้นที่จะมีอำนาจกระจายสื่อไปยังประชาชนได้
แต่เดี๋ยวนี้ อินเทอร์เน็ต ก็ทำให้เกิด one to many ได้เช่นกัน
ประชาชนคนหนึ่ง กระจายข้อความของตน ไปยังประชาชนคนอื่น
และในประชาชนคนอื่นนั้น ก็รวมไปถึงคู่แข่งทางธุรกิจซะด้วย
เมื่อผู้บริโภคไม่ไว้ใจในการติดต่อตัวต่อตัวกับองค์กรนั้นๆ
ก็เริ่มหันเข้าหาที่สาธารณะที่เขามีสิทธิมีเสียงเต็มที่
จนในปัจจุบัน แทบจะกลายเป็นว่า
ช่องทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการติดต่อองค์กรก็คือ
ช่องทางที่ทำให้คนอื่นๆได้รับรู้และกระจายข่าวได้ง่ายที่สุด
อย่างเช่น เว็บบอร์ดในเว็บดังๆ เขียนลงบล็อก เป็นต้น
จนมุขเก่าๆ ที่ใช้วิธีเงียบไว้ ซุกเอาไว้ เริ่มจะใช้ไม่ได้ผล
มาดูมุขใหม่ๆที่เอาไว้รับมือกันดีกว่า
จริงๆก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขียนเรื่องนี้
จากที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ใน entry ด้านล่างนี้
http://iamia.wordpress.com/2008/06/06/answer-to-save-brand/
ก็ขอเพิ่มเติมอีกสองสามประการ
6. การที่คิดว่า เสียงลบในเน็ต เป็นเสียงหมูหมากาไก่ เป็นความคิดที่ผิดมหันต์
ยังมีอีกหลายคน ทั้งคนที่เป็นสาธารณะ และเจ้าของสินค้าบริการ
ที่คิดว่า คนในเน็ต ไม่มีค่า ไม่มีจริง
อยากบอกว่า อ้าว คนในเน็ตไม่ใช่ลิงบาบูนที่ไหนปลอมตัวมานะ
มันก็คือคนที่มีประสบการณ์จริงกับสินค้าของคุณนั่นแหละ
(สำหรับพวกเกรียน ก็ขอละไว้ในฐานที่เข้าใจนะ)
อย่ากลัวคำวิจารณ์ในแง่ลบ…จนเกินไป
ความกลัวเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีใครอยากได้ก้อนอิฐ มีแต่อยากได้ดอกไม้
แต่มันก็น่าเสียดาย ถ้าจะปล่อยให้ความกลัวปิดกั้นโอกาสที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันนั้น
เท่าที่คุยกับนักธุรกิจหลายๆคน ส่วนใหญ่ก็ล้วนแต่อยากปัดไม่รับรู้ข้อวิจารณ์ทั้งนั้น
ถึงมันจะไม่มีผลเสียกับธุรกิจในวันนี้ ของก็ยังขายดีขายเกลี้ยงเหมือนเดิม
แต่ใครจะไปรู้ว่า อีกหกเดือน สามปี ห้าปี สิบปี
จะมีคนขุดเอาหน้าเว็บหรือข้อความออนไลน์ที่เขียนวิจารณ์เอาไว้
ขึ้นมาเป็น Talk of the Town อีกครั้งหรือเปล่า
7. อย่าเริ่มต้นด้วยการขายของ บอกว่าคุณดีอย่างนั้นอย่างนี้
เพราะในเวลานั้น ลูกค้าไม่ได้อยากฟังโฆษณา แต่เขาอยากฟังคำตอบ
คุณให้คำตอบเขาก่อน แล้วค่อยขายของ ก็ยังไม่สาย
และถึงเขาจะเดินจากไปตอนคุณตอบเสร็จแต่ยังไม่ทันขายของ
ก็ให้เชื่อเถอะว่า เขามักจะมีความรู้สึกบวกกับคุณขึ้นมาแล้ว ไม่มากก็น้อย
8. แสดงออกว่าคุณใจกว้าง แม้ว่าจริงๆแล้วคุณจะเป็นคนใจแคบก็ตาม
มันเป็นเรื่องปรกติในธุรกิจที่ต้องเสแสร้งใช่ไหม
ถ้าไม่เป็นโดยธรรมชาติก็ต้องเสแสร้ง
แสร้งว่าลูกค้าเป็นพระเจ้า แสร้งว่าเราใจกว้างเป็นแม่น้ำบางปะกง
ก็เพื่อธุรกิจของเราจะได้ดำรงอยู่ไปด้วยความราบรื่นมากขึ้น
สมัยก่อน ถ้าคุณร้ายกับผู้บริโภคของคุณหนึ่งคน มันก็ไม่เท่ากับตอนนี้
เพราะตอนนี้ ถ้าคุณทำร้ายผู้บริโภคแม้แต่คนเดียว
ผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าของคุณคนอื่นๆ ก็ได้รับรู้ไปด้วย
สู้พยายามสร้าง impression ดีๆเข้าไว้
เพราะยุคนี้ คุณไม่ได้รับมือกับลูกค้าทีละคนอีกต่อไป
แม้ว่าในตอนต้น มันจะเกิดจากโทรศัพท์หรือจดหมายจากลูกค้าคนเดียวก็ตาม
แล้วถ้าคุณหมั่นทำตัวดีเข้าไว้
เผลอๆจะมีประชาชนคนอื่นมาช่วยแก้ต่างให้คุณเวลามีคำวิจารณ์ในทางลบอีกต่างหาก
คำว่า วิกฤติ ในภาษาจีน
ประกอบด้วยคำว่า “อันตราย” และ “โอกาส” เข้าด้วยกัน ฉันใด
ก็ขอให้ช่วยกันใช้โอกาสมองโลกในแง่บวก และสร้างแง่บวกกับธุรกิจกันในทุกเวลา
ไม่ว่าจะรับมือกับเรื่องดีหรือเรื่องร้าย
ในเวลาที่เส้นทางธุรกิจยากขึ้นทุกวันและทุกวันเช่นนี้
สู้ๆต่อไปนะ จีบัน เกียร์บัน มนุษย์ไฟฟ้า ขบวนการห้าสี
แรงบันดาลใจที่ทำให้เขียนเพิ่มเติมจาก
http://sethgodin.typepad.com/seths_blog/2009/03/direct-from-consumer-marketing.html
Posted by: iamia on: เมษายน 2, 2009
คุณๆทั้งหลายที่มีรถ
ท่านคิดอย่างไรกับค่าจอดรถ ที่ท่านต้องเสียเป็นประจำ เมื่อเข้ามาในเมืองหลวง
เหตุผลในการเก็บค่าที่จอดรถเท่าที่เรานึกออก มีอะไรบ้าง
๑. เพื่อให้ได้เงินเพิ่ม
อ้าว มันก็แหงแก๋อยู่แล้ว
ยิ่งในเมืองหลวง ที่จอดรถเป็นทรัพยากรหายาก
และในโลกธุรกิจ ผู้ที่ถือครองทรัพยากรหายาก
ไฉนเลย คงไม่ปล่อยให้จอดฟรีเป็นธรรมทานเช่นโรงเจ
แต่ใช้ที่จอดรถทำงานหาเงินแทนตัวเอง
เป็นการเพิ่มรายได้มหาศาลส่วนหนึ่งด้วย
ปรกติผู้ออกแบบอาคารจะรู้กันดีว่า
อาคารจอดรถเป็นส่วนสิ้นเปลือง ซึ่งต้องทำให้น้อยที่สุด
เท่าที่กฏหมายจะอนุญาต
ถ้าเป็นห้าง ออฟฟิศ ที่จอดรถคือโอกาสที่ถูกตัดทอนลงในการให้เช่าหรือขายพื้นที่
ทำเล็กได้เท่าไหร่ จำนวนช่องที่จอดรถได้น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี
และแทนที่จะกลายเป็นพื้นที่เสียเปล่าเป็นศูนย์
ก็หารายได้จากมันซะ แล้วก็เป็นรายได้ที่ดีเสียด้วย
แม้ว่าในสายตาผู้บริโภคจะรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ
ขโมยมาก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้ ของหาย รถเข็นมาชน รถโดนขูด
แล้วยังต้องจ่ายค่าที่จอดรถอีก อะไรเนี่ย?
เราเคยคิดเหมือนกันว่า
ถ้าบ้านใครมีที่ดีๆในเมืองที่การจราจรสะดวกหน่อย
ไม่ต้องถึงกับติดถนนใหญ่ หรือเกยบันไดรถไฟฟ้าก็ได้
แทนที่จะนำมาทำอพาร์ตเมนท์ คอนโด โรงแรม ออฟฟิศ ทั้งหลาย
น่าจะทำตึกที่จอดรถเหมือนกันนะ
ถึงค่าก่อสร้างจะแพงกว่าโครงสร้างที่อยู่อาศัยเอาการ
แต่ระยะยาวค่าบำรุงรักษา การดูแลเอาใจใส่ มันน้อยกว่ากัน
ไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องห้องข้างบนตำน้ำพริกจนห้องข้างล่างไม่ได้นอนด้วย
๒. กรองคน
ในเมื่อที่จอดรถเป็นทรัพยากรหายาก
ก็เป็นเรื่องปรกติที่มีคนจำนวนมากต้องการได้มันมา
แต่ในเมื่อมันหายาก ก็แปลว่า มันไม่สามารถตอบสนองความต้องการทุกคนได้
เจ้าของที่จอดรถอาจจะปล่อยให้จอดรถกันฟรีก็ได้
แต่การที่ต้องมาปวดหัวเรื่องรถล้นที่จอดรถ ต้องเข็นกันวุ่นวาย
ต้องใช้พนักงานมากขึ้น มันเป็นต้นทุนสูญเปล่าล้วนๆ
ดังนั้น การเก็บค่าที่จอดรถ จึงเป็นการกรองคนที่มีรถ แต่ไม่อยากจ่ายค่าที่จอด ออกไปได้ส่วนหนึ่ง
ถ้าอยากกรองออกมาก ก็กำหนดค่าที่จอดให้แพงเข้าไว้
จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ที่ๆยิ่งทำเลดี แต่ที่จอดน้อย
ค่าที่จอดอาจจะพุ่งไปถึง 100 บาทต่อชั่วโมงได้
และเจ้าของที่จอดรถใจกลางเมืองส่วนใหญ่
ก็ไม่ต้องง้อด้วย เพราะอย่างไรรถก็มากกว่าที่จอดหลายเท่าอยู่แล้ว
๓. ควบคุมพฤติกรรมของคน
เมื่อเรารู้แล้วว่า เขาเก็บค่าที่จอดทำไม
เราก็รู้ความคิดของเจ้าของที่จอดได้มากกว่านั้น
จากค่าที่จอด และเงื่อนไขการเก็บค่าที่จอด
เขาไม่ได้ตั้งกันมามั่วๆนะตัวเอง อัตราและเงื่อนไขนั้น ล้วนแล้วแต่คิดมาอย่างดี
ตัวอย่างเช่น
๑. ณ อาคารสำนักงานเล็กแต่หรูแห่งหนึ่ง ใจกลางเมือง
“ชั่วโมงละ 100 บาท มีตราประทับฟรี 1 ชั่วโมง”
เขาต้องการบอกว่า เขามีที่จอดไม่พอ และไม่ต้องการให้รถของคุณมาจอดที่นี่
โกรธเหรอ ไม่ง้อด้วยเอ้า ไม่พอใจก็ไปหาที่อื่นเองสิ
แต่ถ้าพอใจ ฉันก็หวานหมู รับทรัพย์เหนาะๆ
๒. ณ อาคารสำนักงานใหญ่และหรูแห่งหนึ่ง ใจกลางเมือง
“ชั่วโมงละ 100 บาท ถ้าไม่มีตราประทับ
ประทับตราได้ฟรี 1 ชั่วโมง ชั่วโมงต่อไปคิดชั่วโมงละ 20 บาท”
เขาต้องการบอกว่า ที่จอดรถมันก็พอมีอยู่หรอก
แต่แถวนี้มันทำเลทองเกินกว่าจะให้คุณมาจอดได้แบบถูกๆ
เพราะถ้าคุณจอดถูกได้ เมื่อนั้นที่จอดรถก็จะไม่พอรองรับคนในตึก
แล้วคนในตึกก็อาจจะย้ายออกเพราะไม่พอใจ
แต่ก็เอาเถอะ ถ้าคุณมาติดต่อกับคนในตึก
ฉันก็จะเกรงใจคนในตึกทุกท่าน แล้วยินดีที่จะเก็บเงินคุณให้น้อยลง
แต่ก็จะไม่น้อยจนทำให้คุณหน้าชื่นตาบานหรอกนะ
อย่างไรฉันก็ต้องได้ประโยชน์จากคุณแบบสมน้ำสมเนื้อล่ะน่า
๓. ณ ห้างแห่งหนึ่ง เมื่อก่อน
“จอดฟรี 8 ชั่วโมง”
เขาต้องการบอกว่า โปรดมาที่นี่เถิด ได้โปรด
โปรดใช้เวลากับฉันให้นานพอที่คุณจะรู้สึกชอบฉันขึ้นมา
ขอให้คุณอยู่กับฉันที่นี่จนไม่ต้องกังวลเรื่องค่าที่จอดอื่นใด
และเมื่อคุณชอบฉัน ขาดฉันไม่ได้เมื่อไหร่
ฉันจะเก็บเงินคุณเอง ไม่ต้องห่วง
๔. ณ ห้างแห่งหนึ่ง ใจกลางเมืองอีกแล้ว
“จอดฟรี 3 ชั่วโมง ชั่วโมงต่อไปชั่วโมงละ 10 บาท”
เขาต้องการบอกว่า อยู่ด้วยกันให้นานนิดนึงนะ
เงินจะได้ออกจากกระเป๋าคุณอีกหน่อย
แต่ฉันว่าคุณไม่ควรอยู่เกิน 3 ชั่วโมง เพราะฉันว่าคุณคงไม่รู้จะซื้ออะไรเพิ่มแล้วล่ะ
งั้นฉันจะเริ่มเก็บเงินเพื่อเป็นการเตือนคุณก็แล้วกัน
จากที่ให้เวลาอ้อยอิ่ง 3 ชั่วโมงกับคุณ
หลังจากนั้นคุณก็ควรไสหัวออกไปซะ ก่อนที่จะเลยจุดคุ้มทุนของฉัน
ลูกค้าคนใหม่เขาจะได้มีที่จอด
แล้วเขาก็จะได้เอาเงินเขามาเข้ากระเป๋าฉันในรอบ 3 ชั่วโมงที่มีอยู่เหมือนคุณ
ถ้าคุณจะทู้ซี้อยู่ต่อ ฉันก็ว่าคุณคงต้องหาอะไรทำ เพื่อให้คุ้มกับ 10 บาทในแต่ละชั่วโมงที่เสียไปอยู่ดี
แต่ก็หวังว่า มันก็คุ้มค่ามากพอสำหรับฉันนะ ไม่อย่างนั้นฉันขึ้นเป็นชั่วโมงละ 20 บาทจริงๆด้วยเอ้า
๕. ณ ห้างอีกแห่งหนึ่ง ใจกลางเมืองพอๆกัน
“เก็บก่อนเลย 4 ชั่วโมงแรก 40 บาท ชั่วโมงต่อไป ชั่วโมงละ 10 บาท”
เขาต้องการบอกว่า ฉันจะเก็บชั่วโมงละ 10 บาทตั้งแต่ต้นก็ได้
คุณอาจจะมองว่ามันมีค่าเท่ากัน แต่สำหรับฉันแล้ว เชอะ(สะบัดบ๊อบ) ไม่!
การที่คุณเสียเงินก้อนตั้งแต่แรก ทำให้คุณแค้นฉันที่ฉันเก็บคุณไปตั้งเยอะ
คุณจะอยากแก้แค้นฉัน โดยการอยู่กับฉันให้ครบสี่ชั่วโมงด้วยความสะใจ
พอครบ 4 ชั่วโมง คุณก็จะไปพร้อมกับความรู้สึกเป็นผู้ชนะที่อยู่ได้ครบเทอม
และกระเป๋าสตางค์ที่เบาและฟีบของคุณตามจุดประสงค์ของฉัน โฮะๆๆ
๖. ณ หลายๆอาคาร ใจกลางเมือง
“สำหรับรถข้าราชการเท่านั้น”
เขาต้องการบอกว่า …เอ่อ…เหมือนในป้ายนั่นแหละ
เงื่อนไขที่แตกต่างกัน
เรียกร้องพฤติกรรมจากเราที่แตกต่างกัน
ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
เราก็เล่นเกมตามกติกาที่เขาวางไว้ให้ไปแล้ว
จากตัวอย่างการเก็บค่าที่จอดรถ
เราจะเห็นได้ว่า แต่ละที่เขาก็มีกลยุทธ์ในแบบของเขา
มี business logic ต่อของสิ่งเดียวกัน ในที่นี้คือ ที่จอดรถ แตกต่างกัน
แต่ไม่ว่าจะแตกต่างกันอย่างไร
จุดประสงค์ก็คือ การ utilise ที่จอดรถให้ผลิตประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าของอาคาร
ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม
ซึ่งแต่ละที่ก็มีความคุ้มค่าในการ utilise แตกต่างกันไป
ทั้งขึ้นอยู่กับ Asset ที่มี และเป้าหมายที่ต้องการ
บางที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต้องลงทุนไม่เก็บค่าที่จอดรถ
บางที่ประโยชน์สูงสุดอยู่ที่ 3 ชั่วโมงแรกต่อคน บางที่ก็ 4 ชั่วโมงต่อคน
บางที่ประโยชน์สูงสุดอาจจะอยู่ที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปจอดได้เลย
การทำเว็บให้ประสบความสำเร็จ หรือใช้งานได้ดี
ก็ไม่สามารถวัดได้ที่ user ใช้เวลาแช่อยู่ในเว็บนานเท่าไหร่เสมอไป
เว็บ A เป้าหมายอาจจะอยู่ที่ user เข้ามาใช้งานหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ครั้งละ 5 ชั่วโมง
เว็บ B เป้าหมายอาจจะอยู่ที่ user เข้ามาใช้งานทุกวัน วันละ 5 นาที
เว็บ C เพิ่งเปิดตัว เป้าหมายตอนนี้อาจจะอยู่ที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ได้ hit rate สูงสุด
ไม่ว่า user จะเข้ามาซ้ำ หรือเข้ามาใช้งานกี่นาที
เว็บอื่นๆนอกจากนี้ก็มีเป้าหมายแตกต่างกันไปได้อีก
ซึ่งเป้าหมายที่ต่างกันนี้ ทำให้ Work Flow แตกต่างกัน
การวางแผนในพฤติกรรมของ user ก็แตกต่างกัน
เว็บสองเว็บที่เป็นเว็บประเภทเดียวกัน ธุรกิจเดียวกัน มีฟังก์ชั่นเหมือนกันหมด
แต่ถ้าเว็บมีการกำหนดเป้าหมาย ที่แตกต่างกัน
จุดประโยชน์สูงสุดแตกต่างกัน
work flow และ interface ที่ได้ ก็จะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
และพฤติกรรมของ user ก็จะแตกต่างกัน น้อยไปถึงมาก ด้วย
Comments