Posted by: iamia on: กรกฎาคม 22, 2008
เส้นทางจากบ้านที่จะไปที่ทำงานปัจจุบันของเรา
มีเส้นทางที่ไปได้ทั้งหมด 3 ทาง
เส้นทางที่ 1 เส้นทางดั้งเดิม ไปตรงๆ ไปตามถนนหลักทั้งหมด
เส้นทางที่ 2 เส้นทางใหม่ขึ้นมาหน่อย มีไปซิกแซกเล็กน้อย แต่ก็ยังตามถนนหลักอยู่ดี
เส้นทางที่ 3 เส้นทางที่ต้องกระยึกกระยักทางถนนหลัก ถนนย่อย และกลับรถในที่ห้ามกลับ
เมื่อเช้านั่งแท็กซี่ไปทำงานตามปรกติ
แต่ที่ไม่ปรกติก็คือ
แท็กซี่คันนี้หาทางไปส่งเราด้วยเส้นทางที่ 3
ซึ่งเป็นเส้นทางที่ปรกติไม่ค่อยมีแท็กซี่ไปกัน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถธรรมดายิ่งไม่ไปใหญ่ เพราะว่าเสี่ยงโดนจับ
และเขาก็ขับเลยจุดที่จะต้องเลี้ยวเข้าเส้นทางที่ 1 และ 2 แล้วด้วย
พอทักขึ้นมาว่ามันจะอ้อมหรือเปล่า
เขาก็หันขวับกลับมาถามว่านี่คุณว่าผมอ้อมเหรอ
เราตรวจดูสังขารตัวเองแล้วก็ตัดสินใจที่จะเจียมเอาไว้
เลยบอกเขาไปว่าแค่สงสัย เพราะมันมีหลายเส้นทางที่ไปได้
เขาก็อธิบายว่า เขาไม่อ้อมหรอก เพราะว่าไม่คุ้มกับเงินที่ขึ้น
อยากให้ผู้โดยสารไปถึงที่เร็วที่สุด
แล้วก็รอให้ตัวเลขบนมิเตอร์พิสูจน์ดูก็แล้วกัน
พร้อมทิ้งท้ายว่า เราควรจะบอกแท็กซี่ว่าเราจะให้เขาขับไปทางไหน
เอ่ นั่งแท็กซี่เก้าสิบเก้าคัน มันก็ไปทางที่ 1 กับ 2 หมด
มีคันนี้แหละที่เลือกเส้นทางอย่างนี้
ตกลงว่า วันหลังคงต้องบอกแท็กซี่ทุกคันมั้งว่าจะให้ไปทางไหน
ผลปรากฏว่า เราต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณสิบกว่าบาท
แต่นั่นก็ทำให้เราพิสูจน์อย่างมีหลักฐานกับตัวเองว่า
ถึงมันไม่อ้อม มันก็เป็นเส้นทางที่แพงกว่ากันจริงๆจ้ะ
คนขับรถในเมือง มักจะมีวิธีเลี่ยงรถติดแตกต่างกันไป
วิธีง่ายๆที่สุดก็คือ การที่ไม่ออกไปอยู่กลางถนนในเวลาเดียวกับคนส่วนใหญ่
แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนก็มักจะใช้เส้นทางที่คิดว่ารถติดน้อยสุดแทน
ก็แหงล่ะ !
แต่ การที่คนเราใช้เส้นทางที่คิดว่ารถติดน้อยสุดนี่แหละ ที่มันน่าตลกอยู่
เท่าที่เจอมา คนส่วนใหญ่เลย จะคิดว่า การเข้าทางหลัก ซื่อๆทื่อๆนี่แหละ
เป็นเส้นทางที่โง่ที่สุด
การที่ขับเข้าซอยลัดนิดนึง ซอกแซกอีกหน่อย
มันทำให้เรารู้สึกว่าเราฉลาดเลือก และรู้มากกว่าคนอื่น
จริงไม่จริง ต้องพิสูจน์ด้วยเวลา หรือค่าแท็กซี่
แต่การรับรู้ กับความจริง ก็เป็นคนละเรื่องกัน
บางคนไม่สนใจแม้แต่จะสังเกตว่า มันเป็นเส้นทางที่ดีกว่ากันจริงหรือไม่
แค่ขึ้นชื่อว่าซอยลัด ก็พร้อมที่จะเข้าไปอยู่แล้ว
เพราะความเป็นจริงก็คือ
ซอยลัดรองรับรถได้น้อยกว่าทางหลัก
ถึงจะมีคนรู้น้อยกว่า แต่มันก็ใช้จำนวนรถไม่กี่คันที่จะเข้าไปติดให้เต็มซอย
อีกทั้งซอยลัดมักจะคดเคี้ยวมากกว่าทางหลัก
และยิ่งซอกแซก ก็ยิ่งเปลี่ยนถนนหนทางมากเท่านั้น
การเปลี่ยนถนนเปลี่ยนซอย [...]
Posted by: iamia on: มิถุนายน 26, 2008
คุณผู้อ่านคิดว่า วันๆ พ่อ Bill Gates ของเราทำอะไรบ้าง
บางคนอาจจะนึกว่าเขาไม่สนใจว่าผลิตภัณฑ์เขาแย่ตรงไหนอะไรยังไง
สนแต่ว่าจะได้เงินมากเท่าไหร่อยู่ท่าเดียว
หรือเขาอาจจะเป็นคนที่แฮปปี้กับผลิตภัณฑ์ของเขามาก ไม่เคยมีปัญหาในการใช้
ไม่เหมือนผู้ใช้ทั่วไปคนอื่นๆที่มักจะเจอปัญหานั้นนี้เกิดขึ้น
แต่โดยความเป็นจริงแล้ว Bill Gates เขาใส่ใจผลิตภัณฑ์ของบริษัทตัวเองมากๆ
บางทีรู้ดีกว่าคนที่ทำงานอยู่ด้วยซ้ำไป
การที่พนักงานจะได้อีเมล์วิจารณ์งานจาก Bill Gates จึงเป็นเหมือนเรื่องประจำวัน
และ Gates ไม่ใช่คนที่เข้าข้างผลิตภัณฑ์ของบริษัทตัวเอง
ลงมือใช้งานจริง และวิจารณ์ไปตามเนื้อผ้าราวกับเป็น user จากภายนอก
(ถึงแม้ว่า จนป่านนี้ Windows หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆของ MS จะยังมีจุดที่ทำให้ผู้ใช้หัวเสียอยู่บ้าง
แต่มองตามเหตุผลแล้ว ยิ่งโครงการใหญ่ๆ ผลิตภัณฑ์ซับซ้อนมากๆเนี่ย
ไม่มีอันไหนที่ทำได้ตามแบบ 100% ไม่มีอันไหนที่ไม่มีข้อด้อย
ประเด็นในการพัฒนางานชิ้นๆหนึ่งๆ มันอยู่ที่ว่า
ผู้พัฒนา หรือเจ้าของงานนั้น ใส่ใจกับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นหรือไม่
แล้วพยายามแก้ไขหรือไม่ต่างหาก)
นี่เป็นอีเมล์ปรกติของ Bill Gates ฉบับหนึ่งในปี 2003
ถึงทีมงาน Windows เพื่อวิจารณ์เรื่องราวเกี่ยวกับ Usability ในการดาวน์โหลดโปรแกรม Movie Maker
จากเว็บไซต์ http://www.microsoft.com/ และการติดตั้งโปรแกรมใน Windows
(ถึงตอนนี้ ผู้เขียนก็ยังรู้สึกว่ามันใช้งานยากอยู่ดี
แต่เอาเถอะ… อย่างน้อยก็รู้ว่าเฮียเขาแคร์)
ขอไม่แปลก็แล้วกันนะ เพื่ออรรถรสในการอ่าน
—- Original Message —-
From: Bill Gates
Sent: Wednesday, January 15, 2003 10:05 AM
To: [...]
Posted by: iamia on: พฤษภาคม 10, 2008
ภาพจาก http://www.iphonefaq.org
ในการพัฒนาสินค้า ระบบ โปรแกรม ซอฟต์แวร์ ใดๆ
ยิ่งมีผู้เกี่ยวข้องมาก ลูกค้ามาก ความซับซ้อนมาก ขนาดใหญ่มาก
ก็ยิ่งทำให้การพัฒนาใช้เวลามากยิ่งขึ้น
และถ้าเป็นการพัฒนาแบบที่รับ requirement มาปั๊บ สร้างเลยปุ๊บนี่
ในเวลาที่มากขึ้น(อย่างมาก)ในการพัฒนานั้น
ก็หมดไปกับการแก้สิ่งที่ไม่ตรงกับ requirement
หรือไม่มีอย่างที่กำหนด requirement ไว้
หรือตรงตาม requirement แต่ไม่ตรงใจ ไม่เมคเซนส์ในการใช้งานจริงซะนี่
ภาพจาก http://www.masterpiecemodels.com
ทั้งนี้ เป็นเพราะว่า ขาดขั้นตอนที่สำคัญไปหนึ่งขั้นตอนใหญ่ๆทั้งยวง
นั่นคือการวิเคราะห์ ออกแบบวางแผน และ visualise solution
ก่อนที่จะเข้าขั้นตอนลงมือลงไม้สร้างของจริง หรือ code ระบบจริง กัน
ขั้นตอนที่หายไปนี้
มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสามประการใหญ่ๆด้วยกัน
1. สำคัญยิ่งยวดตรงที่ มันเป็นขั้นตอนที่วิเคราะห์
ความต้องการ ความจำเป็น จากหลายๆทาง
ไม่ว่าจะทางผู้ใช้ ลูกค้า ระบบ และอื่นๆ
เช่น สมมติถ้าเรามีร้านก๋วยเตี๋ยวตามสั่ง
ลูกค้าต้องการสั่งก๋วยเตี๋ยวให้แฟนของลูกค้า
จึงสั่งเรามาว่า “ก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม”
เราอาจจะออกก๋วยเตี๋ยวมาหนึ่งชามได้
แต่ก่อนที่เราจะออกก๋วยเตี๋ยวได้นั้น
เราก็ต้องรู้ว่า แฟนลูกค้าอยากกินเส้นอะไร หรืออยากกินเกาเหลา
ชอบถั่วงอกหรือเปล่า หรือชอบก๋วยเตี๋ยวน้ำตก
แล้วงบประมาณที่จะซื้อก๋วยเตี๋ยวนั่น
พอที่จะซื้อก๋วยเตี๋ยวก้ามปู หรือก๋วยเตี๋ยวจับกังธรรมดา
แล้วลูกค้าเป็นมุสลิมหรือเปล่า ถ้าเป็นมุสลิมก็ทำก๋วยเตี๋ยวหมูไม่ได้
ถ้าลูกค้าไม่ใช่มุสลิม แต่แฟนลูกค้าเป็นมุสลิม ก็ทำหมูไม่ได้เช่นกัน
ถ้าแฟนลูกค้าไม่ทานเนื้อวัว เราก็ทำก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวให้ไม่ได้
ถ้าแฟนลูกค้าแพ้อาหารทะเล ถึงจะมีงบกินก๋วยเตี๋ยวก้ามปูได้ แต่ก็ทำให้ไม่ได้
เหล่านี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องควรรู้ทั้งนั้น ก่อนที่จะลงมือ”ทำ” มันขึ้นมา
2. สำคัญยิ่งยวดตรงที่ มันเป็นขั้นตอนที่เมคชัวร์ว่า
สิ่งที่จะทำออกมา ได้ตอบโจทย์ความต้องการข้างบนได้อย่างครบถ้วนแล้วหรือยัง
ถ้าลูกค้าเป็นมุสลิม แฟนลูกค้านับถือเจ้าแม่กวนอิม
มีงบมากกว่าก๋วยเตี๋ยวจับกังนิดหน่อย [...]
Posted by: iamia on: เมษายน 28, 2008
เป็นไอเดียที่ค่อนข้างบรรเจิด ของนักวิจัยแถวนอร์เวย์
ในการเอาปฏิทินมาทำมุขล้อเลียนเรื่อง Usability
เพื่อให้จำได้ง่าย และจำได้อย่างอารมณ์ดี
ใครต้องการดาวน์โหลดเป็น pdf ที่ชัดเจนกว่านี้
หรือต้องการโหลดของปีก่อนๆ
ไปได้ที่นี่เลย
http://www.badusability.com/
ใน site เขามีให้ส่งรูปถ่าย ของปฏิทินตัวนี้ ตอนปรินท์ออกมาแปะข้างฝาด้วยนะ
ของไทยยังไม่มีใครส่งเลย
เราก็อยากส่งเหมือนกัน แต่ว่าดันโลเทค ไม่มีปรินท์เตอร์ง่ะ
Comments