Posted by: iamia on: กันยายน 3, 2008
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ไปท่องเที่ยวที่ต่างจังหวัดหนึ่ง
(จะบอกว่าพักผ่อนก็ไม่ได้ เพราะเที่ยวเหงื่อแตกทุกวัน)
ได้มีโอกาสไปพักที่รีสอร์ทดีไซน์เก๋แห่งหนึ่ง
ที่ราคาก็สูงพอสมควร และข้าวของเครื่องใช้ก็พร้อมดี
ห้องกว้าง ระเบียงกว้าง ไม่ร้อน มีทั้งพัดลมและแอร์
มีสระว่ายน้ำสวยๆ มีจักรยานให้ขี่เล่นฟรีๆ
มีวิวงามๆเป็นภูเขารอบตัว
แต่ปัญหาส่วนตัวก็คือ เป็นคนที่แพ้แมลง
แล้วรีสอร์ทก็ช่างออกแบบให้ใกล้ชิดธรรมชาติและแมลง
ไม่ว่ารีสอร์ทจะหรูหรา ไฮคอนเซปท์ขนาดไหน
ก็รู้สึกว่าไม่ได้รับความสะดวกสบายคุ้มราคาอย่างที่ควรจะเป็น
ในงานออกแบบหนึ่งๆ
มันจะประสบความสำเร็จได้
ไม่ใช่การมี feature มากๆ เพียงอย่างเดียว
ซึ่งไม่ได้แปลว่า ผู้ใช้จะใช้ผลงานนี้ ลูกค้าจะซื้อสินค้าชิ้นนี้
และก็ไม่ใช่ว่า สินค้าที่แพงขึ้น แปลว่าให้อะไรมากขึ้น feature มากขึ้น
แล้วจะขายได้ในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ
ปัจจัยด้าน Hygiene ก็ต้องมีความสำคัญเช่นเดียวกัน
แนวความคิดนี้มาจาก Two Factor Theory หรืออีกชื่อคือ
Herzberg’s Motivation-Hygiene Theory
ที่คุณ Frederick Herzberg นักจิตวิทยาเขาพบว่า
ความพึงพอใจในงาน และความไม่พึงพอใจในงาน
ต่างเป็นปัจจัยที่ไม่ได้มีผลสัมพันธ์เนื่องกัน
ทฤษฏีนี้บอกว่า มันมีปัจจัยส่วนหนึ่งในที่ทำงาน ที่ทำให้เกิดความพึงพอใจ
และมีปัจจัยอีกส่วนหนึ่งที่แยกกัน ที่ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจในงาน
หัวหน้างานจึงไม่ควรจะแก้ปัญหาความไม่พึงพอใจในงาน
ด้วยการเพิ่มปัจจัยที่ช่วยเพิ่มความพึงพอใจในงาน
เพราะมันเป็นสองส่วนที่ไม่เกี่ยวกัน ตามนั้น
โดยเฮียเขาได้ไปทำการสัมภาษณ์วิศวกรและนักบัญชีประมาณ 200 คนในแถบ Pittsburgh
และได้พบว่า
ปัจจัยที่ทำให้พึงพอใจในงาน เช่น รางวัล สถานะ คุณค่าในตัวเอง ทำให้พวกเขาพอใจ
แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าขาดส่วนนี้ไป
ก็ไม่ได้แปลว่ามันจะทำให้ความไม่พอใจในงานยิ่งมากขึ้น
แต่ปัจจัยที่มีผลโดยตรง เช่น นโยบายบริษัท ความมั่นคง เงินเดือน เพื่อนร่วมงาน
เป็นสิ่งที่มีผลว่าจะทำให้เขาไม่พึงพอใจมากหรือน้อย
ทฤษฏีนี้จึงพูดถึงปัจจัยทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายขาว Motivator คือ ปัจจัยที่ทำให้พึงพอใจในงานถ้าได้แถม
ฝ่ายดำ Hygiene คือ ปัจจัยที่ทำให้ไม่พึงพอใจในงานเมื่อขาดไป
ความหมายของ Hygiene [...]
Posted by: iamia on: กรกฎาคม 22, 2008
เส้นทางจากบ้านที่จะไปที่ทำงานปัจจุบันของเรา
มีเส้นทางที่ไปได้ทั้งหมด 3 ทาง
เส้นทางที่ 1 เส้นทางดั้งเดิม ไปตรงๆ ไปตามถนนหลักทั้งหมด
เส้นทางที่ 2 เส้นทางใหม่ขึ้นมาหน่อย มีไปซิกแซกเล็กน้อย แต่ก็ยังตามถนนหลักอยู่ดี
เส้นทางที่ 3 เส้นทางที่ต้องกระยึกกระยักทางถนนหลัก ถนนย่อย และกลับรถในที่ห้ามกลับ
เมื่อเช้านั่งแท็กซี่ไปทำงานตามปรกติ
แต่ที่ไม่ปรกติก็คือ
แท็กซี่คันนี้หาทางไปส่งเราด้วยเส้นทางที่ 3
ซึ่งเป็นเส้นทางที่ปรกติไม่ค่อยมีแท็กซี่ไปกัน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถธรรมดายิ่งไม่ไปใหญ่ เพราะว่าเสี่ยงโดนจับ
และเขาก็ขับเลยจุดที่จะต้องเลี้ยวเข้าเส้นทางที่ 1 และ 2 แล้วด้วย
พอทักขึ้นมาว่ามันจะอ้อมหรือเปล่า
เขาก็หันขวับกลับมาถามว่านี่คุณว่าผมอ้อมเหรอ
เราตรวจดูสังขารตัวเองแล้วก็ตัดสินใจที่จะเจียมเอาไว้
เลยบอกเขาไปว่าแค่สงสัย เพราะมันมีหลายเส้นทางที่ไปได้
เขาก็อธิบายว่า เขาไม่อ้อมหรอก เพราะว่าไม่คุ้มกับเงินที่ขึ้น
อยากให้ผู้โดยสารไปถึงที่เร็วที่สุด
แล้วก็รอให้ตัวเลขบนมิเตอร์พิสูจน์ดูก็แล้วกัน
พร้อมทิ้งท้ายว่า เราควรจะบอกแท็กซี่ว่าเราจะให้เขาขับไปทางไหน
เอ่ นั่งแท็กซี่เก้าสิบเก้าคัน มันก็ไปทางที่ 1 กับ 2 หมด
มีคันนี้แหละที่เลือกเส้นทางอย่างนี้
ตกลงว่า วันหลังคงต้องบอกแท็กซี่ทุกคันมั้งว่าจะให้ไปทางไหน
ผลปรากฏว่า เราต้องจ่ายเพิ่มอีกประมาณสิบกว่าบาท
แต่นั่นก็ทำให้เราพิสูจน์อย่างมีหลักฐานกับตัวเองว่า
ถึงมันไม่อ้อม มันก็เป็นเส้นทางที่แพงกว่ากันจริงๆจ้ะ
คนขับรถในเมือง มักจะมีวิธีเลี่ยงรถติดแตกต่างกันไป
วิธีง่ายๆที่สุดก็คือ การที่ไม่ออกไปอยู่กลางถนนในเวลาเดียวกับคนส่วนใหญ่
แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนก็มักจะใช้เส้นทางที่คิดว่ารถติดน้อยสุดแทน
ก็แหงล่ะ !
แต่ การที่คนเราใช้เส้นทางที่คิดว่ารถติดน้อยสุดนี่แหละ ที่มันน่าตลกอยู่
เท่าที่เจอมา คนส่วนใหญ่เลย จะคิดว่า การเข้าทางหลัก ซื่อๆทื่อๆนี่แหละ
เป็นเส้นทางที่โง่ที่สุด
การที่ขับเข้าซอยลัดนิดนึง ซอกแซกอีกหน่อย
มันทำให้เรารู้สึกว่าเราฉลาดเลือก และรู้มากกว่าคนอื่น
จริงไม่จริง ต้องพิสูจน์ด้วยเวลา หรือค่าแท็กซี่
แต่การรับรู้ กับความจริง ก็เป็นคนละเรื่องกัน
บางคนไม่สนใจแม้แต่จะสังเกตว่า มันเป็นเส้นทางที่ดีกว่ากันจริงหรือไม่
แค่ขึ้นชื่อว่าซอยลัด ก็พร้อมที่จะเข้าไปอยู่แล้ว
เพราะความเป็นจริงก็คือ
ซอยลัดรองรับรถได้น้อยกว่าทางหลัก
ถึงจะมีคนรู้น้อยกว่า แต่มันก็ใช้จำนวนรถไม่กี่คันที่จะเข้าไปติดให้เต็มซอย
อีกทั้งซอยลัดมักจะคดเคี้ยวมากกว่าทางหลัก
และยิ่งซอกแซก ก็ยิ่งเปลี่ยนถนนหนทางมากเท่านั้น
การเปลี่ยนถนนเปลี่ยนซอย [...]
Comments