Posted by: iamia on: กันยายน 16, 2009
หลายๆคนที่ไปดูภาพยนตร์เรื่อง ห้าแพร่ง มา
คงจะมีประสบการณ์คล้ายๆกันตอนที่มีหนังตัวอย่างเรื่องหนึ่งฉายขึ้น
นั่นคือเสียงกรี๊ดระบบเซนเซอร์ราวนด์โดยมิได้นัดหมายของสาวๆทั้งโรง
เมื่อพบกับหน้าใสๆของพี่เคนธีรเดช เบ้อเริ่มเทิ่มทิ่มเข้าเต็มๆสองตา
กับภาพยนตร์เรื่องใหม่ของค่ายฟีลกู๊ดอย่าง GTH (@gthchannel)
มีเสียงสงสัยประปราย ว่าทำไมอะไรกันกับพี่เคนนักหนา
ทำไมพี่เคนถึงได้เป็นที่ปรารถนาของสาวทุกเหล่าทัพโดยแทบจะพร้อมเพรียงกันขนาดนี้
หลังจากใช้โครโมโซม XX ที่มีอยู่ในตัว บวกกับประสบการณ์ที่สั่งสมมานานปี
เราก็ได้คำตอบว่า
“เพราะว่าพี่เคนตอบครบทุกโจทย์”
ใครๆก็อาจจะนึกแค่ว่า ผู้หญิงชอบคนหล่อ รวย นิสัยดี ฉลาด
แต่จริงๆแล้ว Requirement พื้นฐานที่ผู้หญิงมีต่อผู้ชาย
จะหนีไม่พ้น Requirement ทางด้านความรู้สึกดังนี้
Requirement ขั้นที่ 1. การได้ครองโครโมโซม XY
ถ้าเป็น Maslow ขั้นนี้จะเป็นปัจจัยสี่ พื้นฐานของชีวิต
ซึ่งตรงกับความต้องการพื้นฐานของผู้สาวสักคนที่จะหาผู้บ่าวมาเป็นแฟน
คนๆนั้นต้องเป็นผู้ชายก่อนเลย อันดับแรก ข้อนี้ พี่เคนผ่านฉลุยโดยไม่ต้องสอบ
Requirement ขั้นที่ 2. ความเป็นน้องสาว ลูกสาว
อย่าง Maslow นั้น จะต้องการความปลอดภัยในชีวิต
ในที่นี้ ผู้หญิงก็ต้องการความมั่นคง และอบอุ่น
เหมือนที่ได้จากพี่ชายที่แสนดี คุณพ่อที่แสนใจดี
ผู้หญิงหลายๆคนก็อยากได้ฟิลที่เป็นเด็กสาวตัวน้อยๆในอ้อมกอดเจ้าชายอันองอาจ
แน่นอน พี่เคนให้ได้ (ถ้าเขาจะให้) ทั้งปัจจัยทางกายภาพและจินตภาพ
สาวๆสัมผัสความอบอุ่นผะผ่าวของพี่เคนได้จากแววตาและท่าทาง
ข้อนี้ ถ้าพี่เคนต้องสอบ ก็สอบผ่านอย่างไม่ต้องสงสัย
Requirement ขั้นที่ 3. ความเป็นคนรัก
Maslow เรียกขั้นนี้ว่า ความต้องการที่จะได้รับความรัก
ดูไป พี่เคนก็มีความโรแมนซ์อยู่ในตัวอีกนั่นแหละ
นี่ยังไม่นับว่าหน้าตารูปร่างดึงดูดเพศตรงข้ามประมาณหนึ่ง
ความเร้าใจ รอยยิ้มที่มีเสน่ห์ กล้ามใหญ่ไหล่กว้าง (สำหรับสาวๆบางคนอาจจะรู้สึกว่าดึงดูดจ้าดนัก)
แถมยังรักเดียวใจเดียวอย่างนี้ บวกไปอีกห้าสิบแต้ม ข้อนี้ ให้พี่เคนผ่านแน่นอน
Requirement [...]
Posted by: iamia on: มิถุนายน 17, 2009
ใครทำธุรกิจ แล้วไม่อยากมีลูกค้าบ้าง?
นั่นสิ ถ้าไม่อยากแล้วจะทำไปทำไมกั๊นนน…
เจ้าของธุรกิจใดๆก็ตาม
ถ้าต้องการให้กิจการรุ่งเรือง
ก็มักจะปรารถนาให้มีช่องทางปล่อยคาถาเข้าสู่ผู้บริโภค ให้มาซื้อของๆตนกันทั้งนั้น
แม้แต่องค์กรไม่แสวงหากำไร ก็พยายามเข้าถึงคนที่จะมีโอกาสควักเงินสนับสนุนให้ได้
การตลาดที่พยายามเข้าถึงกลุ่มลูกค้าโดยตรง
ทำกันมาตั้งแต่เก่าก่อน ตั้งแต่มีสื่อมวลชนเกิดขึ้น
ตัวอย่างเช่น โฆษณาเพลงหมอลำ ที่เปิดกระหน่ำวิทยุขณะพี่สมศรีกำลังรีดผ้าให้คุณนาย
โฆษณาสบู่ผิวขาวคนกรุงเทพ ที่ออนแอร์ขณะคุณนายกำลังดูดาวพระศุกร์รีเมคที่สามสิบแปด
โฆษณาเครื่องสำอาง ในนิตยสารประจำร้านทำผม
โฆษณา work at hell ที่ป๊อบอัพขึ้นมาทิ่มตาเราเวลาเปิดเว็บหลายๆแห่ง
โปรโมชั่นแจกฟรีที่พักบวกชุดว่ายน้ำ โดยใช้โควต้าคะแนนสมาชิกในบางเว็บ
โปรโมชั่นแจกยาสระผมตัวใหม่ หน้าออฟฟิศแถวสีลม
หวังว่าจะให้ลูกค้าได้มีโอกาสในชีวิตที่เห็นแบรนด์ เห็นสินค้าของตนกันทั้งนั้น
เรื่องอย่างนี้ บางทีก็พึ่งยี่ปั๊ว ซาปั๊วให้คอยโปรโมทสินค้าเรา (เพราะจะสะสมยอดขาย) ไม่ได้
เพราะถ้าลูกค้าไม่รู้จัก ไม่ซื้อ พี่ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ก็ไม่อยากเอาของเราไปวางให้เกะกะร้านเช่นกัน
(มันขายไม่ออกก็ทำยอดไม่ได้ ไปไป๊ เอาของของนายกลับไปดีกว่า อย่ามาล่อด้วยของรางวัล ชิชะ)
การตลาดแบบนี้ เป็นอันรู้กันว่ามันคือ การตลาดที่เข้าถึงโดยตรงต่อผู้บริโภค
หรือเรียกเป็นภาษาปะกิดว่า DTC Direct-to-Consumer Marketing นั่นเอง
อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าก็ส่งอินเทอร์เน็ตมากำเนิดบนโลกมนุษย์
แล้วตั้งแต่นั้นมา โลกก็เปลี่ยนไป โดยที่คนทำธุรกิจ และนักการตลาดหลายๆคนยังไม่รู้ตัว
เงินที่มากกว่า ไม่ได้ทำให้มีอำนาจในการส่งสาร
อย่างที่เรารู้ๆกัน และพูดๆกัน
เรามาถึงยุคที่ข้อมูลเต็มโลกไปหมด
เราไม่สามารถปิดบัง หรือเอาหัวมุดทราย ทำเป็นไม่เห็นได้
ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ
เมื่อกลางปีที่แล้ว เขียนไว้ใน entry นี้
http://iamia.wordpress.com/2008/07/13/consumer-review/
ว่า
“
บริษัท Opinion Research Corporation
ได้ทำวิจัยสำหรับผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ใน US เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ถึงอิทธิพลของ Consumer review
ปรากฏว่า 61% ของจำนวนผู้ซื้อทั้งหมดที่สำรวจ [...]
Posted by: iamia on: เมษายน 2, 2009
คุณๆทั้งหลายที่มีรถ
ท่านคิดอย่างไรกับค่าจอดรถ ที่ท่านต้องเสียเป็นประจำ เมื่อเข้ามาในเมืองหลวง
เหตุผลในการเก็บค่าที่จอดรถเท่าที่เรานึกออก มีอะไรบ้าง
๑. เพื่อให้ได้เงินเพิ่ม
อ้าว มันก็แหงแก๋อยู่แล้ว
ยิ่งในเมืองหลวง ที่จอดรถเป็นทรัพยากรหายาก
และในโลกธุรกิจ ผู้ที่ถือครองทรัพยากรหายาก
ไฉนเลย คงไม่ปล่อยให้จอดฟรีเป็นธรรมทานเช่นโรงเจ
แต่ใช้ที่จอดรถทำงานหาเงินแทนตัวเอง
เป็นการเพิ่มรายได้มหาศาลส่วนหนึ่งด้วย
ปรกติผู้ออกแบบอาคารจะรู้กันดีว่า
อาคารจอดรถเป็นส่วนสิ้นเปลือง ซึ่งต้องทำให้น้อยที่สุด
เท่าที่กฏหมายจะอนุญาต
ถ้าเป็นห้าง ออฟฟิศ ที่จอดรถคือโอกาสที่ถูกตัดทอนลงในการให้เช่าหรือขายพื้นที่
ทำเล็กได้เท่าไหร่ จำนวนช่องที่จอดรถได้น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งดี
และแทนที่จะกลายเป็นพื้นที่เสียเปล่าเป็นศูนย์
ก็หารายได้จากมันซะ แล้วก็เป็นรายได้ที่ดีเสียด้วย
แม้ว่าในสายตาผู้บริโภคจะรู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ
ขโมยมาก็ใช่ว่าจะช่วยอะไรได้ ของหาย รถเข็นมาชน รถโดนขูด
แล้วยังต้องจ่ายค่าที่จอดรถอีก อะไรเนี่ย?
เราเคยคิดเหมือนกันว่า
ถ้าบ้านใครมีที่ดีๆในเมืองที่การจราจรสะดวกหน่อย
ไม่ต้องถึงกับติดถนนใหญ่ หรือเกยบันไดรถไฟฟ้าก็ได้
แทนที่จะนำมาทำอพาร์ตเมนท์ คอนโด โรงแรม ออฟฟิศ ทั้งหลาย
น่าจะทำตึกที่จอดรถเหมือนกันนะ
ถึงค่าก่อสร้างจะแพงกว่าโครงสร้างที่อยู่อาศัยเอาการ
แต่ระยะยาวค่าบำรุงรักษา การดูแลเอาใจใส่ มันน้อยกว่ากัน
ไม่ต้องมาปวดหัวเรื่องห้องข้างบนตำน้ำพริกจนห้องข้างล่างไม่ได้นอนด้วย
๒. กรองคน
ในเมื่อที่จอดรถเป็นทรัพยากรหายาก
ก็เป็นเรื่องปรกติที่มีคนจำนวนมากต้องการได้มันมา
แต่ในเมื่อมันหายาก ก็แปลว่า มันไม่สามารถตอบสนองความต้องการทุกคนได้
เจ้าของที่จอดรถอาจจะปล่อยให้จอดรถกันฟรีก็ได้
แต่การที่ต้องมาปวดหัวเรื่องรถล้นที่จอดรถ ต้องเข็นกันวุ่นวาย
ต้องใช้พนักงานมากขึ้น มันเป็นต้นทุนสูญเปล่าล้วนๆ
ดังนั้น การเก็บค่าที่จอดรถ จึงเป็นการกรองคนที่มีรถ แต่ไม่อยากจ่ายค่าที่จอด ออกไปได้ส่วนหนึ่ง
ถ้าอยากกรองออกมาก ก็กำหนดค่าที่จอดให้แพงเข้าไว้
จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ที่ๆยิ่งทำเลดี แต่ที่จอดน้อย
ค่าที่จอดอาจจะพุ่งไปถึง 100 บาทต่อชั่วโมงได้
และเจ้าของที่จอดรถใจกลางเมืองส่วนใหญ่
ก็ไม่ต้องง้อด้วย เพราะอย่างไรรถก็มากกว่าที่จอดหลายเท่าอยู่แล้ว
๓. ควบคุมพฤติกรรมของคน
เมื่อเรารู้แล้วว่า เขาเก็บค่าที่จอดทำไม
เราก็รู้ความคิดของเจ้าของที่จอดได้มากกว่านั้น
จากค่าที่จอด และเงื่อนไขการเก็บค่าที่จอด
เขาไม่ได้ตั้งกันมามั่วๆนะตัวเอง อัตราและเงื่อนไขนั้น ล้วนแล้วแต่คิดมาอย่างดี
ตัวอย่างเช่น
๑. ณ อาคารสำนักงานเล็กแต่หรูแห่งหนึ่ง ใจกลางเมือง
“ชั่วโมงละ 100 บาท มีตราประทับฟรี 1 ชั่วโมง”
เขาต้องการบอกว่า เขามีที่จอดไม่พอ และไม่ต้องการให้รถของคุณมาจอดที่นี่
โกรธเหรอ ไม่ง้อด้วยเอ้า [...]
Posted by: iamia on: มีนาคม 15, 2009
เพิ่งกลับมาจากทริปต่างประเทศประจำปี
ที่เขาเรียกกันว่า incentive tour
ถ้าใครอยู่ในวงการค้าขายทำยอด ก็คงจะคุ้นเคยกันดี
แต่สำหรับใครที่ไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน
incentive tour แปลง่ายๆก็คือ ทัวร์หรือทริป ที่ให้เป็นของรางวัล
สำหรับผู้ที่มียอดขายตามเป้าหรือทะลุเป้า
หรือให้เป็นของรางวัลเมื่อซื้อหรือสะสมอะไรได้ตามเป้า นั่นเอง
ของรางวัล ของฟรี ของแถม
ปรกติก็จะใช้เพื่อกระตุ้นยอดขาย ให้สินค้าอยู่ในความทรงจำของผู้ซื้อหรือผู้ช่วยขาย
โดยของฟรีเหล่านี้ (เอาเป็นว่า ในที่นี้เรียกรวมว่าเป็น ของฟรี ก็แล้วกัน)
จะเป็นอะไรก็ได้ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ
ในชีวิตเรา ยิ่งในเมืองแล้ว คงแทบจะไม่มีใคร ที่ไม่เคยได้ของแจก
ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างสินค้า หรือของที่ระลึกต่างๆ
ไม่ว่าจะแบบเดินๆอยู่ก็ได้มาในมือ หรือต้องออกแรงแข่งขันเพื่อให้ได้มา
ระดับของของฟรี
เท่าที่เห็นคร่าวๆ
เราแบ่งของฟรีเป็นสามระดับ ตามความสิ้นเปลืองทรัพยากรของผู้รับ ดังนี้
๑. ส้มหล่น
เช่น เดินตามสะพานลอย หน้าออฟฟิศ ก็ได้รับแจกผ้าอนามัย แชมพู ครีมนวด
ผู้รับแทบไม่ต้องเสียทรัพยากรอะไรเลย
นอกจากพื้นที่กระเป๋าถือในวันนั้น
หรือซื้อของที่จำเป็นอยู่แล้ว แต่วันนั้นมีโปรโมชั่นแถมของอยู่พอดี
๒. ซื้อส้ม
เช่น โฆษณาให้มารับของฟรี หรือของแถม หรือเล่นเกมทางวิทยุ โทรทัศน์
รวมไปถึงการเล่นเกมรวยฟ้าผ่า แบบที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อโออิชิมาดื่ม
ผู้รับก็ต้องออกแรง ใช้เวลา ในการที่จะเอื้อมมือคว้า ให้ได้มาซึ่งของฟรีนั้น
๓. ปลูกส้ม
เช่น รางวัล incentive ทั้งหลาย
ผู้รับต้องใช้ทรัพยากรในหลายๆด้านต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทั้งทางด้านแรงงาน เวลา และเงิน
ของฟรีแบบส้มหล่น
มักจะไม่มีปัญหา นอกจากของฟรีนั้นจะไม่ค่อยถึงมือลูกค้าตัวจริง
ผู้รับมักจะเห่อ แต่ให้ค่ากับของฟรีเหล่านี้ต่ำ
จะโยนทิ้งก็ได้โดยที่ไม่คิดอะไรมาก ถ้าของมันห่วย
(มีปัญหาก็แค่แบรนด์ของสินค้านั้นๆ ไปอยู่ในถังขยะ ให้พ้นหูพ้นตาผู้รับ แค่นั้น)
หรือจะเล่นแข่งว่าใครได้ของฟรีหน้าออฟฟิศมากกว่า
เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในออฟฟิศ ก็ไม่ผิดกติกา
และไม่ค่อยจะทำให้ผู้รับมีทัศนคติไม่ดีเกี่ยวกับสินค้า
เพราะผู้รับก็ไม่ได้รู้สึกว่าเสียอะไรเพื่อให้ได้มา
ของฟรีแบบซื้อส้ม
สิ่งทีต้องพิจารณาก็เพิ่มขึ้น
แล้วแต่สถานการณ์ของแต่ละคนว่า พยายามซื้อส้มขนาดไหน
แต่ด้วยความที่ผู้รับต้องออกแรงขึ้นมาหน่อยแล้ว
แม้ว่าจะไม่ได้จ่ายเงินซื้อของฟรี [...]
Comments