Posted by: iamia on: พฤษภาคม 8, 2008
คำขวัญของไมโครซอฟท์ และบริษัทใหญ่ๆก็คือ
การซื้อ เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน
ถ้าไม่อยากแข่ง ก็ซื้อ
ถ้าซื้อไม่ได้ ก็บี้ให้ตายกันไปข้าง
ข้างบนนี้เป็นมุขฝืดๆที่ไว้ล้อเล่นบริษัทใหญ่ๆ
ที่เดี๋ยวนี้สะสมบริษัทที่เล็กกว่าเป็นกิจกรรมหลัก
สำหรับวงการเพลงที่น่าสงสาร
ไม่สามารถที่จะยืดหยัดทำธุรกิจแบบเดิมๆได้
อีกทั้งยังไม่สามารถแข่งขันหรือบี้เทคโนโลยีได้
เพราะเบื้องหลังนั้นคือผู้ฟัง ผู้บริโภคเพลงของเขาเอง
ถ้าต่อต้าน นั่นก็คือการต่อต้านพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป
แข่งกับใครก็ดี แต่อย่าแข่งกับลูกค้าชั้นดีของตัวเอง
นอกจากอยากจะเลิกกิจการ
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมเพลงเจ็บปวดก็คือ
การที่เอาแต่ไปต่อสู้กับลูกค้าชั้นไม่ดี ลูกค้าที่เห็นแต่ได้
ลูกค้าที่นิยมฟังเพลงฟรีๆ หรือทุนทรัพย์น้อยๆ
ลูกค้าที่เห็นว่าค่าซีดีเพลงก็เท่ากับค่าซีดีเปล่า
แต่ลืมไปว่า จะเอาใจและรักษาลูกค้าชั้นดีอยู่ได้อย่างไร
mp3 จึงกลายเป็นสิ่งที่โดนเอาผิดอย่างเอาเป็นเอาตายในช่วงหนึ่ง
และช่วงใหญ่ๆเลยที่เราไม่สามารถจะ rip เพลงจากซีดีได้
เนื่องจากเขาป้องกันเอาไว้ไม่ให้ ipod ของเราได้แอ้ม
เอาเป็นว่า ยกเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา
และเรื่องเบื่อๆอย่างซีดีแวมไพร์ไปพูดวันหลังก็แล้วกัน
ข่าวดีสำหรับวงการเพลงและผู้บริโภคนิสัยดีก็คือ
วงการเพลงเริ่มปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี
และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคได้แล้ว
เคยเล่าไปแล้วในตอนที่ผ่านมา
วงการเพลงก็พยายามจะหาทางรอดแบบใหม่ๆ
อย่าง Metallica ก็ไปจับมือกับเกม Rockband
ตอนนี้ คนในวงการเพลงเริ่มใจป้ำกว่านั้น
วงดนตรีสุดเท่อย่าง Coldplay หรือวงร็อกสุดเก๋าอย่าง Nine Inch Nail
ก็ได้เปิดเว็บให้ผู้ฟังได้ดาวน์โหลดเพลงฟรีๆ
โดยเฉพาะ NIN นั้น ให้โหลดฟรีทุกเพลงในอัลบั้มกันเลยทีเดียว
ซิงเกิลใหม่ของ Coldplay ที่ชื่อว่า Violet Hill
ได้ปล่อยให้ดาวน์โหลดบนเว็บไซต์ของวงเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา
และถูกดาวน์โหลดไปทั้งหมดประมาณ 600,000 ครั้งภายใน 24 ชั่วโมงแรก
วงดังๆอย่าง NIN, Oasis, Jamiroquai ก็เริ่มจะเมินบริษัทจัดการเพลง
( หรือแม้กระทั่ง Madonna ก็ทิ้งบริษัทเพลงไปหาบริษัทจัดคอนเสิร์ตแทน
แต่ยังไม่ได้ร่วมเข้าวงไพบูลย์ขายเพลงโดยตรงกับแฟนเพลงอย่างวงข้างบน)
แล้วใช้เทคโนโลยีขายเพลงด้วยตนเอง
แน่นอน ถ้าเป็นโมเดลธุรกิจแบบเก่าๆ
การให้ดาวน์โหลดเพลงฟรีๆ อย่างที่ NIN ทำ
มันทุบหม้อข้าว หม้อพาสต้า เตาอบขนมปัง ของตัวเองชัดๆ
แต่ทางวง NIN นั้น ก็ได้ออกมาบอกว่า
ในที่สุด เขาก็ได้ติดต่อกับผู้บริโภคโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านบริษัทเพลง
และเขาก็คิดว่ามันเหมาะสมที่จะทำอย่างนี้
ส่วน Oasis และ Jamiroquai
ก็ได้เข้าโมเดลธุรกิจแบบ “จ่ายเท่าที่อยากจะจ่าย”
และทำการขายเพลงกับแฟนเพลงโดยตรง
หรืออย่าง Coldplay ที่ออกมาให้ดาวน์โหลดซิงเกิลนั้น
ก็ให้ผลทางการประชาสัมพันธ์อย่างล้นหลาม
อย่างน้อยหกแสนคน ก็รู้ว่า Coldplay กำลังจะออกอัลบั้มใหม่
และรู้ว่า จะหาข้อมูลประชาสัมพันธ์ ตารางคอนเสิร์ต
รวมไปถึงสินค้าต่างๆของ Coldplay ได้ที่ไหน
โมเดลธุรกิจเพลงได้เปลี่ยนไป
การขายซีดี ขายไวนิล อาจจะไม่ใช่รายได้หลักต่อไป
แต่รายได้จะไปอยู่ที่การขายเพลงผ่านเว็บ หรือ itunes
รวมไปถึงคอนเสิร์ตหรือสินค้าต่างๆแทน
ส่วนมันจะเปลี่ยนไปถึงขนาดไหนนั้น
ก็คงต้องให้คนในเขาค้นหาเอาเอง
และคนอย่างเราก็เป็นผู้ดู ผู้บริโภคกันต่อไป
แต่สำหรับเมืองไทย
คงต้องให้ผู้บริโภคตระหนักถึงทรัพย์สินทางปัญญากันก่อน
แล้วค่อยว่ากัน
เอ้า
นักดนตรีเมืองไทย สู้ๆ
อ้างอิง
http://www.coldplay.com/
http://www.nin.com/
http://www.marketingcharts.com/direct/coldplay-free-single-propels-its-website-to-no-1-among-bands-and-artists-4454/?camp=newsletter&src=mc&type=textlink
http://www.techcrunch.com/2007/10/08/nine-inch-nails-help-seal-record-industrys-coffin/
http://www.techcrunch.com/2008/05/01/look-at-free-music-look-how-it-drives-web-traffic-to-you/
อุตสาหกรรมดนตรีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…. แล้วจริงๆ
พฤษภาคม 8, 2008 ที่ 2:16 pm
ผมก็ตามๆ เรื่องนี้อยู่เหมือนกันว่าเขาจะเอายังไงต่อ เข้าใจว่าทุกอย่างเริ่มจากวง Radiohead ปล่อยดาวน์โหลดทั้งอัลบั้มช่วงหนึ่ง โดยปล่อยให้ลูกค้าตั้งราคาเองว่าอยากจะจ่ายสักเท่าไหร่ แล้วดาวน์โหลดได้หนึ่งครั้ง ผลที่ออกมาคือผู้ดาวน์โหลดทุกๆ สามในห้าคนไม่ยอมจ่ายเงิน แต่ก็ได้เงินไปสามล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับเรื่องนี้ทอม ยอร์ค นักร้องนำของวงได้ออกมาเผยในนิตยสาร Wired เมื่อเดือนสองเดือนก่อน (ขอโทษครับไม่รู้โยนหนังสือทิ้งไปไหนแล้ว) บอกว่า “CD is dead, it’s just a delivery service to listener” (ซีดีมันตายแล้ว จริงๆ ที่เราทำกันอยู่มันก็คือรูปแบบหนึ่งของการส่งเพลงไปให้ถึง
มือผู้ฟังแบบหนึ่งนั่นเอง)
แต่หลังจากนั้นไม่นาน Prince ก็เอาบ้างโดยการ
เปิดตัวอัลบั้มใหม่กับนิตยสารดนตรีเล่มดังเล่มหนึ่งในสหรัฐฯ
โดยคนทั่วไปที่ชอบซื้อนิตยสารดนตรีเล่มดังกล่าวจะจ่ายแพง
กว่าเดิมนิดหน่อย แต่ว่าได้ CD อัลบั้มใหม่ของ Prince ไปด้วย ซึ่งงานนี้สิ่งที่ Prince ได้ก็คือค่าไลเซนส์ในการ deliver เพลงไปถึงผู้ฟังนั่นเอง จากนั้นในนิตยสารก็บอกถึงตารางการทัวร์ของ Prince อย่างชัดเจนว่ามีทัวร์ที่ไหนวันไหนบ้าง
แน่นอนว่าการเก็บเงินค่าเข้าชมคอนเสิร์ตนั้นแน่นอนว่า
ตังค์เข้ากระเป๋าแน่นอน
งานนี้จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอีกอันหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อการ Delivery แบบเดิมคือเอา CD ไปวางขายตามร้านแล้วคนไม่ซื้อ ก็ต้องคิดโมเดลอื่นที่ง่ายต่อผู้บริโภคออกมา
อย่างที่ Yahoo! เองมีบริการ Yahoo! Music เมื่อก่อนเราเคยมีบริการ Unlimited download แล้วให้จ่ายรายเดือน แต่ท้ายสุดเราก็ส่งลูกค้าต่อให้ Rhapsody ไป โดยตอนนี้เน้นรูปแบบของการโฆษณาแทนครับ
โลกของอุตสาหกรรมดนตรีไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วครับ